วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ชีวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) ตอนที่ ๑๓ บทละครเรื่องอภัยนุราช


บทละครเรื่องอภัยนุราช

     สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องชีวิตและงานของสุนทรภู่ไว้ตั้งแต่พ.ศ.๒๔๖๙  ทรงบอกไว้ว่าสุนทรภู่แต่งบทละครไว้เรื่องหนี่ง คือเรื่องอภัยนุราช บทละครเรื่องนี้มีคนสงสัยกันมานานแล้วว่า ไม่น่าจะเป็นบทกลอนของสุนทรภู่  เพราะถ้อยคำสำนวนไม่ถึงขั้น  ข้าพเจ้าก็ออกจะเห็นด้วยว่าไม่ใช่คำกลอนสุนทรภู่เหมือนกัน  ด้วยนึกในใจว่าสุนทรภู่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเล่นละครเป็นเจ้าของละคร หรือมีความรู้ทางการเล่นละครเกี่ยวกับบทละครที่เล่นน้ันๆด้วย  ท่านจึงไม่น่าจะแต่งบทละคร  ที่แต่งเรื่องสังข์ทองนั้นก็แต่งร่วมกับกวีคนอื่นๆต่อหน้าพระที่นั่ง เป็นการแต่งแก้ถ้อยคำบางบทบางตอนเท่านั้น ท่านไม่ได้แต่งบทละครทั้งเรื่องเลย  ทำไมจึงมาแต่งบทละครเรื่องอภัยนุราช  แล้วยังต้ังชื่อว่าอภัยนุราชเสียอีก ก็ท่านแต่งนิยายคำกลอนเรื่องยาวไว้แล้วชื่อพระอภัยมณี  ถ้าท่านจะแต่งบทละครอีกสักเรื่อง ก็น่าจะใช้ชื่ออื่น  เรื่องพระอภัยมณีนี้ท่านสุนทรภู่แต่งถวายเจ้าฟ้าสององค์ ซึ่งสุนทรภู่จงรักภักดีอยู่ สุนทรภู่คาดหมายไว้ว่าเจ้าฟ้าสององค์นี้่จะได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยคือ  เจ้าฟ้าชายมงกุฎ ประสูติเมื่อวันที่๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๓๔๗ และเจ้าฟ้าจุฑามณีประสูติเมื่อวันที่๔ กันยายน พ.ศ.๒๓๕๑ ทั้งสองพระองคฺ์นี้ประสูติภายใต้พระมหาเศวตฉัตร มีสิทธิ์ในราชสมบัติที่จะได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ ต่อไป  แต่ในปีพ.ศ.๒๓๖๗ พระจอมเกล้าฯมีอายุครบบวชจึงได้เข้าอุปสมบท และในปีน้ันเองพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็เสด็จสวรรคตพอดีเสียด้วย เจ้านายขุนนางประชุมกันถวายพระราชสมบัติให้พระองค์เจ้าทัพ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ ๓ สุนทรภู่ซึ่งจงรักภักดีในเจ้านายสองพระองค์นี้ จึงหนีราชการออกบวชด้วยเกรงพระบารมีพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะเมื่อรัชกาลที่ ๒ นั้นสุนทรภู่มิได้คาดว่าพระองค์เจ้าชายทัพจะได้ครองราชสมบัติ จึงทำการข้ามกรายมิได้เคารพเกรงพระทัยเลย  เมื่อผิดคาดเช่นน้้น สุนทรภู่จึงแต่งนิยายคำกลอนขึ้นถวายเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์นั้น สมมุติให้เจ้าฟ้ามงกุฎเป็นพระอภัยมณี  ไปเรียนวิชาเป่าปี่ เปรียบเหมือนเจ้าฟ้ามงกุฎที่ไปศึกษาพระธรรมวินัยสำหรับสั่งสอนชาวโลกเหมือนวิชาเป่าปี่กล่อมชาวโลก  เจ้าฟ้าจุฑามณีนั้นเล่าก็เอาแต่จะเรียนวิชาดนตรี ไม่สนใจเรียนวิชาการปกครอง เหมือนศรีสุวรรณเรียนวิชากระบี่กระบอง  พระบิดาจึงไม่มอบให้ครองราชสมบัติ 

     เรื่องอภัยนุราชที่เคยสงสัยว่าไม่ใช่ของสุนทรภู่น้ัน  ต่อมาจึงได้พบหลักฐานว่าพระยาเสนาภูเบศร์(ใส สโรบล)  เป็นผู้แต่งไว้โดยกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส) ได้ทรงนิพนธ์ไว้ในคำนำบทละครเรื่องเทพวิไลว่า 
     " พระยาเสนาภูเบศร์ ได้แต่งบทละครไว้หลายเรื่อง แต่พระยาสโรบลบดี(บุตร) ว่าถูกปลวกกัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยรวมไม่ติด ที่เหลืออยู่เป็นเรื่องใหญ่ คือเรื่องเทพวิไลเรื่องหนึ่ง เรื่องวิเชียรสุริวงศ์เรื่องหนี่ง  บุตรภรรยาพระยาเสนาภูเบศร์กล่าวว่า เรื่องอภัยนุราชเรื่องหนึ่ง (หนังสืออภัยนุราชนี้ บาญชีหนังสือในหอสมุดสำหรับพระนครว่า สุนทรภู่แต่ง)  เรื่องเทพวิไลนี้แต่งสำหรับเล่นละครให้คนดู แลคนดูเห็นจะเป็นคนบ้านนอก เพราะพระยาเสนาภูเบศร์ไปตั้งเล่นละครอยู่มณฑลราชบุรี  การแต่งบทละครเช่นนี้ไม่ใช่แต่งอย่างพิถีพิถันเหมือนกลอนที่แต่งให้คนอ่าน   ถ้าแต่งกลอนดีนัก คนดูละครบ้านนอกก็ฟังไม่เข้าใจ ถ้าผูกเรื่องให้นักปราชญ์ชม คนดูก็ดูไม่ออก  อนึ่งการแต่งบทละครเช่นน้ันในสมัยโน้น เหมือนหุงข้าวกรอกหม้อ เป็นการแต่งไปซ้อมไป เล่นออกโรงไป  ผู้แต่งไม่ระวังศัพท์แสง กลัวนักปราชญ์จะติ ผู้อ่านไม่ควรมุ่งหมายว่าจะได้อ่านกลอนอย่างเอก" 

     นี่แหละคือหลักฐานที่ว่าบทละครเรื่องอภัยนุราช ไม่ใช่ของสุนทรภู่เป็นของพระยาเสนาภูเบศร์ (ใส สโรบล)  ท่านแต่งให้คนดูละครที่บ้านนอก  บทกลอนจึงเป็นสำนวนคนบ้านนอก  ไม่ใช่นิยายกลอนอย่างสุนทรภู่ สำนวนกลอนจึงแตกต่างกัน  จึงจำเป็นต้องตัดบทละครเรื่องอภัยนุราชจากบทกวีของสุนทรภู่อีกเรื่องหนึ่ง 
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ชีวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) ตอน๑๒ ชีวิตรักสุนทรภู่


ชีวิตรักสุนทรภู่

     การเขียนประวัติสุนทรภู่ ถ้าไม่ได้เขียนเรื่องชีวิตรักของสุนทรภู่  ก็เกือบว่าจะไม่สมบรูณ์เป็นประวัติสุนทรภู่  เพราะชีวิตสุนทรภู่เป็นชีวิตนักรักนักเลงเจ้าชู้   เป็นกวีมีชื่อก็เพราะเป็นนักเลงรักนี่แหละ สุนทรภู่เป็นศิลปิน เป็นนักรัก  แม้เมียเขาก็อดรักไม่ได้ ท่านพรรณนาไว้ในนิราศสุพรรณว่า "งิ้วกับพี่มิแคล้ว    ขึ้นงิ้ว ลิ่วสูง"  

     สุนทรภู่มีคนรักหลายคนที่กล่าวไว้ในนิราศต่างๆ ของท่าน รวมทั้งเพลงยาวรำพรรณพิลาป  มีดังต่อไปนี้
     ๑. นางจันทร์ หญิงคนรักคนแรกที่รักและหลงใหลมาก มีบุตรด้วยกันคนหนึ่งชื่อ นายพัด เมื่อพ.ศ.๒๓๖๑ แล้วก็แยกทางกัน  สุนทรภู่จึงประพันธ์ไว้ในนิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท และนิราศสุพรรณ แต่ตอนไปนครปฐม พ.ศ.๒๓๘๕ ว่าตายเสียแล้ว ทำศพที่วัดระฆัง "วัดระฆังต้ังแต่เสร็จสำเร็จศพ  ไม่พานพบภคินีเจ้าพี่เอ๋ย" ตอนนี้พรรณนาถึงนางจันทร์ ไม่ใช่พรรณนาถึงเจ้านายผู้หญิงในวังหลัง ในนิราศสุพรรณก็พรรณนาว่า 
         ๐ ยลบ้านบุต้ัง                    ตีขัน
             ขุกคิดเคยชมจันทร์        แจ่มฟ้า
             ยามยากหากปันกัน        กินซึกฉลีกแฮ
             มีคู่ชูชื่นหน้า                   นุชปลื้มลืมเดิม ฯ

     ๒. นางนิ่ม ชาวบางกรวย  ภรรยาคนที่สอง มารดานายตาบ เมื่อไปสุพรรณบุรี นางนิ่มตายแล้ว 
     ๐ บางกรวยกรวดน้ำแบ่ง      บุญทาน
         ส่งนิ่มนุชนิพพาน              ผ่องแผ้ว
        จำพลัดพรากจากสถาน     ทิ้งพี่หนีเอย
         เห็นแต่คลองน้องแคล้ว   คลาดเขลื้อนเดือนปี ฯ

   ๓. นางกลิ่น  คนรักอีกคนหนึ่ง พรรณนาไว้ในนิราศสุพรรณ

     ๐ รวยรินกลิ่นสไบทราม         สวาสดิ์ร่วง ทรวงเอย
        สูญกลิ่นสิ้นกลอนพร้อง      เพราะเจ้า เบาใจ ฯ

     ๐ เชิญทราบกาพย์กลกลอน   กล่าวกลิ่น ถวิลเอย
        จำขาดชาตินี้แคล้ว              คลาดน้อง ของสงวน ฯ

    ๔. นางนก คนรักต้ังแต่รุ่นหนุ่ม  สมัยเป็นนักการรังวัดสวน อยู่แถววัดชีปะขาว พรรณนาไว้ในนิราศสุพรรณว่า 
     ๐ วัดแจ้งแต่งตึกตั้ง                 เตียงนอน
         เคยปกนกน้อยคอน             คู่พร้อง
         เคยลอบตอบสารสมร          สมานสมัคร รักเอย
         จำพรากจากนุชน้อง             นกน้อยลอยลม ฯ

     ๕. นางสร้อย คนรักต้ังแต่รุ่นหนุ่ม อยู่วัดชีปะขาว  เป็นเสมียนรังวัดที่ดินของกรมพระราชวังหลัง  พรรณนาไว้ในนิราศสุพรรณว่า 
     ๐ วัดชีปะขาวคราวรุ่นรู้             เรียนเขียน
        ทำสูตรสอนเสมียน               สมุดน้อย 
        เดินระวางระวังเวียน              หว่างวัด ปะขาวเอย
        เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย          สวาทห้างกลางสวน ฯ

     ๖. นางกลิ่น คนรักคนหนึ่งอยู่แถวบางบำหรุ  พรรณนาไว้ในนิราศสุพรรณว่า 
      ๐ บางบำหรุบำรุงแก้ว                กานดา
        แก้วเนตรเชษฐาชรา              ร่างแล้ว
        ถือบวชกรวดน้ำพา                 พบชาติอื่นเอย
       ในชาตินี้พี่แคล้ว                      คลาดค้างห่างสมร ฯ

   ๐ บางระมาดมิ่งมิตรมิ่ง               คราวงาน
       บอกบทบุญยังพยาน              พยักหน้า
       ประทุนประดิษฐาน                 แท่นฮ่องหอเอย
       แหวนประดับกับผ้า                พี่อ้างรางวัล ฯ

     ๗. นางม่วง ภรรยาของสุนทรภู่ น่าจะมีบุตรด้วยกันชื่อนิล นางม่วงนี้ถ้าจะเป็นบุตรสาวขุนนางท่านผู้ใหญ่อยู่  จึงเรียกว่า หม่อมม่วง  สุนทรภู่พรรณนาถึงนางม่วงไว้ว่า 
     ๐ บางม่วงทรวงเศร้าคิด          เคยชวน
        ม่วงเก็บมะม่วงสวน              สุดระย้า
        ม่วงอื่นรื่นรัญจวน                 จิตไม่ ใคร่แฮ
        ม่วงหม่อมหอมหวนหน้า       เช่นเนื้อ นวลจันทร์ ฯ

     ๘. นางน้อย เป็นคนรักอีกคนหนึ่ง เอ่ยชื่อไว้ในนิราศสุพรรณว่า 
     ๐ บางน้อยพลอยนึกน้อย          น้องเอย
     น้อยแนบแอบอกเอย                คู่เคล้า
     เนื้อน้อยคอยถนอมเชย             เชือนชื่นอื่นแม่
     น้อยแต่ชื่อฤาเจ้า                      จิตน้อย ลอยลม ฯ

     ๙. นางงิ้ว ชู้รักคนหนึ่งของสุนทรภู่ น่าจะมีสามีแล้ว เพราะสุนทรภู่นึกถึงนางงิ้วนี้แล้วก็ว่า  คงไม่แคล้วต้องขึ้นต้นงิ้วเมื่อม้วยมรณา 
     ๐ ยามยลต้นงิ้วป่า                    หนาหนาม
     นึกบาปวาบวับหวาม                 วุ่นแล้ว
     คงจะปะงิ้วทราม                       สวาทเมื่อ ม้วยแฮ
     งิ้วกับพี่มิแคล้ว                          คี่นงิ้ว ลิ่วสูง ฯ

     ๑๐. นางบัวคำ เป็นสาวชาวเวียงจันทร์  อพยพมาคร้ังศึกเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทร์ พ.ศ.๒๓๖๙ มาอยู่แถวบางคูเวียง  เมื่อไปสุพรรณบุรีผ่านบ้านบางบัว สุนทรภู่ก็พรรณนาถึงนางบัวคำคนนี้ว่า
     ๐ บางบัวบ้านชื่อพร้อง               สนองนำ
    นึกเช่นเห็นบัวคำ                       ชื่อพร้อง
    ข้าวเหนียวเกี่ยวมาทำ               แทนเค่าเจ้าเอย
    คราวเคราะห์เพราะเกี่ยวข้อง    ขัดค้างขวางเชิง ฯ

     ๑๑. นางม่วง หลานสาวที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง
     ๑๒.นางคำ หลานสาวที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง
     สุนทรภู่รำพรรณไว้ในนิราศเมืองแกลงว่า 

     ๐ ทุกเช้าเย็นเห็นแต่หลานที่บ้านกร่ำ 
     ม่วงกับคำกลอยจิตขนิษฐา
     เห็นเจ็บปวดนวดเฟ้นช่วยฝนยา
     ตามประสาซื่อตรงเป็นวงศ์วาน

     ๐ อย่าเศร้าสร้อยคอยพี่พอปีหน้า
     จึงจะมาทำขวัญเหมือนมั่นหมาย 
     ไม่ทิ้งขว้างห่างให้เจ้าได้อาย
     จงครองกายแก้วตาอย่าอาวรณ์

     ๑๓. นางทองมี  สาวชาวเมืองเพชรบุรี 
     ๑๔. นางอิน สาวชาวเมืองเพชรบุรีอีกคนหนึ่ง  พบกันเมื่อคราวพ.ศ. ๒๓๗๐ คงอยู่ข้างวัดเกต
     ๐ ที่ไหนไหนไมตรียังดีสิ้น
     เว้นแต่อินวัดเกตของเชษฐา
     ช่างตัดญาติขาดเด็ดไม่เมตตา
     พอเห็นหน้าน้องก็เบือนไม่เหมือนเคย

     ๑๕.นางบุญมา สาวชาวเมืองเพชร สุนทรภู่มีแฟนสาวชาวเพชรบุรีมาก พรรณนาไว้ว่า 
     ๐ จะแทนคุณบุญมาประสายาก 
     ต้องกระดากดังหนึ่งศรกระดอนกลับ
     ได้ฝากแต่แพรผ้ากับบ้าทรัพย์
     ไว้สำรับหนึ่งนั้นทำขวัญน้อง 

     ๑๖.นางขำ สาวชาวเมืองเพชร
     ๐ แค้นแต่ขำกรรมอะไรไฉนน้อง
    เฝ้าท้องท้องทุกปีไม่มีเหมือน 
    ช่างกระไรใจจิตไม่บิดเบือน
    จะไปเยือนเล่าก็รู้ว่าอยู่ไฟ

     ๑๗. นางลูกจันทน์ สาวชาวเมืองเพชร  ไปเมืองเพชรเมื่อปี ๒๓๖๐ ไปเที่ยวเขาหลวง รำพรรณถึงความหลังว่า
     ๐แล้วเดินดูภูผาศิลาเลื่อม           บ้างงอกเงื้อมเงาระยับสลับสี
     เป็นห้องน้อยรอยลายหนังสือมี   คิดถึงปีเป็นบ้าเคยมานอน
     ชมลูกจันทน์กลั่นกลิ่นระรินรื่  จนเที่ยงคืนแขนซ้ายกลายเป็นหมอน
     เห็นห้องหินศิลายิ่งอาวรณ์          เคยกล่าวกลอนข้าโอ้ชาตรี

    ๑๘. ดอกฟ้า หรือ แก้วฟ้า  หมายถึง พระองค์เจ้าหญิงวิลาศ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เป็นคนที่สุนทรภู่แอบหลงรักอยู่ข้างเดียว  ได้แต่งเพลงยาวไปถวายยืดยาว  โดยพรรณนาไว้ว่า
     ๐ ถึงคลองร้องเรียกบ้าน            บางหลวง
     รำลึกนึกถึงดวง                          ดอกฟ้า  
     เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวทรวง       แสนเทวษ ทุเรศเอย
     อุ้มรักหนักอกถ้า                         เทียบเถ้าเขาหลวง ฯ

     ๐ ตลาดแก้วแถวถิ่นจระเข้          คนขาม
     ตลิ่งตลอดแต่ล้วนหนาม             สนับหญ้า
     แก้วอื่นหมื่นแสนทราม                สู้สละ ปะเอย
     รักแต่แก้วแววฟ้า                        จะเฝ้าเคล้าถนอม ฯ       

     คนรักของสุนทรภู่ที่กล่าวนามนี้ กล่าวตามหลักฐานถ้อยคำของสุนทรภู่เอง ไม่ใช่เดาเอา บางคนเป็นภรรยา เช่น นางจันทร์ นางนิ่ม นางถวิล มีบุตรคนละคน  นางจันทร์มีบุตรคือนายพัด นางนิ่มมีบุตรคือนายตาบ นางม่วงมีบุตรคือนายนิล            
     

     (โปรดติดตามตอนต่อไป)
        

         



    
              

      

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ชีวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) ตอน๑๑ เพลงยาวรำพรรณพิลาป


เพลงยาวรำพรรณพิลาป 

          คำกลอนของกวีโบราณมีอยู่ ๕ ประเภท คือ
     
     ๑. บทดอกสร้อย  ขึ้นต้นว่า  ดอกเอ๋ย มีกำหนดยาว ๔ คำกลอน หรือ ๘ วรรค
     ๒. บทสักวา  ขึ้นต้นว่า สักวา  (มาจากคำว่า สักวาที แปลว่า วาทีอันมีศักดิ์  แต่งโต้ตอบกัน ๒ ฝ่าย)  มีกำหนดความยาว ๔ คำกลอน หรือ ๘ วรรค
     ๓. เพลงยาวสังวาส  คือคำกลอนที่แต่งโต้ตอบกันยืดยาว  ไม่มีกำหนด ส่วนมากเป็นสารรักโต้ตอบกันระหว่างชายหญิง  หรือกวีด้วยกัน
     ๔.เพลงยาวสุภาษิต  คือคำกลอนทึ่แต่งเป็นคำสุภาษิตสอนใจ เช่น เพลงยาวภาษิตอิศรญาณ  หรือเพลงยาวสุภาษิตสอนหญิงของนายภู่ จุลละภมร
     ๕. เพลงยาวนิราศ คือคำกลอนที่แต่งเมื่อกวีเดินทางจากบ้าน  จากคนรักไป แล้วพรรณนาชื่อตำบลบ้านที่เดินทางผ่านไปตามรายทาง  แล้วก็รำพันถึงคนรักไปด้วย   ถึงจะไม่มีคนรักก็รำพันได้เพื่อให้เรื่องมีเสน่ห์น่าอ่าน เช่น นิราศภูเขาทอง  ที่ท่านสุนทรภู่เดินทางไประหว่างบวชเป็นพระอยู่  ไม่มีคนรัก แต่ท่านก็รำพันถึงคนรักไว้ด้วย  แล้วบอกไว้ว่า 

     "ใช่จะมีที่รักสมัครมาด                แรมนิราศร้างมิตรพิศมัย
     ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไร            ตามวิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา
     เหมือนแม่ครัวคั่วแกงพะแนงผัด  สารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา
     อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา ต้องโรยหน้าเสียสักหน่อยอร่อยใจ
     จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้น อย่านึกนินทาแถลงแหนงไฉน
     นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอย" 

     นิราศภูเขาทองนี้ สุนทรภู่แต่งเมื่อพ.ศ.๒๓๗๑ อายุ ๔๒ ปี 

     งานกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่ที่สำคัญมากเรื่องหนึ่งก็คือ "รำพรรณพิลาป" ที่ทำให้เราได้ทราบประวัติของท่านจากเรื่องนี้  กวีนิพนธ์เรื่องนี้ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็ต้องเรียกว่า "เพลงยาวรำพรรณพิลาป" เพราะเป็นกลอนเพลงยาว และเป็นประเภท "เพลงยาวสังวาส" คือแต่งขึ้นเพื่อส่งไปให้พระองค์เจ้าหญิงวิลาศหรือกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ  เจ้านายแสนสวยได้ทรงอ่านเล่นเพลินๆ พระทัยท่าน สุนทรภู่ไม่ได้แต่งแล้วเก็บเอาไว้อ่านเอง แต่แต่งแล้วส่งไปถวายเจ้านายสาว  เพลงยาวนี้คงจะตกอยู่ที่พระตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพในวังนั่นเอง จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.๒๓๘๘ หลังจากที่ได้รับเพลงยาวนี้ ๓ปี  เพลงยาวนี้ถูกเก็บไว้ไม่เป็นที่เปิดเผย  จนกระทั่งพระยาราชสมบัติ(เอิบ บุรานนท์)  ซึ่งเป็นคนในตระกูล "บุนนาค"  ที่เกิดจากภรรยาน้อยของเจ้าพระยาอัครมหาเสนา (บุนนาค ต้นตระกูล บุนนาค)  ได้ต้นฉบับนี้จากต้นตระกูล จึงนำมามอบให้หอสมุดแห่งชาติ เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๘๐  เราจึงรู้ว่ามีงานกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่เพิ่มขึ้น เราจึงรู้ว่าสุนทรภู่ได้ส่งเพลงยาวไปถวายเจ้าหญิงในวัง เป็นพระธิดาแสนสวยองค์โปรดของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงแก่สร้างวัดพระราชทาน และก็ยังพระราชทานนามวัดว่า "วัดเทพธิดา"  ซึ่งก็คือกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพนั่นเอง  เจ้าหญิงองค์นี้ทรงโปรดการกวีนิพนธ์มาก  ที่พระตำหนักนั้นมีนางข้าหลวงอ่านบทกวีให้ทรงสดับในเวลาทรงบรรทม  นางข้าหลวงที่คอยอ่านบทกวีถวายนั้นคือ  คุณสุด สุวรรณ ณ บางช้าง  ปรากฎหลักฐานอยู่ในเพลงยาว  เพราะเหตุที่โปรดการกวีนี้แหละ จึงทำให้โปรดนักกวี  เช่นโปรดให้นิมนต์สุนทรภู่จากวัดราชบูรณะไปอยู่วัดเทพธิดาของท่าน เมื่อพ.ศ.๒๓๘๑  ทรงอุปถัมภ์สุนทรภู่ ถวายเสื่ออ่อน หมอนอิง จีวรแพร และเครื่องขบฉัน  ทองหยิบ ฝอยทอง และเงินนิตยภัตอีกเดือนละ ๑ ชั่ง   ทรงขอให้สุนทรภู่แต่งเรื่องพระอภัยมณีต่อด้วย  และคงจะเสด็จไปทำบุญกุศลที่วัดเทพธิดาบ่อยคร้ัง ทำให้สุนทรภู่กวีแก่ที่ทรงอุปถัมภ์อยู่นั้นเพ้อฝันไปไกลถึงขั้นส่งเพลงยาวไปถวาย  คือเพลงยาวรำพรรณพิลาปนี้ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเมื่อได้รับเพลงยาวฉบับนี้แล้ว ก็คงจะเก็บไว้ไม่เป็นที่เปิดเผยแพร่หลาย  จนตกอยู่ในความครอบครองของตระกูล "บุรานนท์"  ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของตระกูล "บุนนาค"  จึงได้รับเพลงยาวนี้ตกทอดมา พระยาราชสมบัติ(เอิบ บุรานนท์)  จึงได้นำเพลงยาวนี้มอบให้หอสมุดแห่งชาติไว้  เมื่อพ.ศ.๒๔๘๐  เราจึงควรขอบคุณพระยาราชสมบัติและควรจารึกชื่อไว้ให้ปรากฎด้วย  

     ในเพลงยาวรำพรรณพิลาปนี้มีเรื่องเกี่ยวกับสุนทรภู่อยู่มาก  จากคำของท่านเอง จึงไม่มีที่สงสัย เป็นเอกสารสำคัญดังจะขอแยกแยะให้เป็นเรื่องๆ ดังต่อไปนี้  
     ๑. วันเดือนปีทึ่แต่ง 
     "เดือนแปดวันจันทร์ทิวาเวลานอน"
     ตรงกับวันจันทร์เดือนแปดปีขาล พ.ศ. ๒๓๘๕
     ตรงกับวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๘๕

 ๒. ออกจากราชการแล้วบวช
    "แต่ปีวอกออกขาดราชกิจ               บรรพชิตพิศวาทพระศาสนาเหมือนลอยล่องท้องทะเลอยู่เอกา เห็นแต่ฟ้าฟ้าก็เปลี่ยวสุดเหลียวแล

     ออกจากราชการปีวอก ปีพ.ศ.๒๓๖๗ ปีที่พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชสมบัติ ออกจากราชการแล้วก็บวชเพราะพิศวาทพระศาสนา  ไม่ได้บอกว่าถูกปลด  แต่ก็คงออกเพราะหวาดเกรงราชภัย เนื่องจากเคยอวดเก่งข้ามกรายพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ในสมัยที่สุนทรภู่เป็นคนโปรดของพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  โดยความทนงตนว่าเป็นคนเก่ง  ไม่ได้คาดคิดว่าพระนั่งเกล้าฯ จะได้ราชสมบัติ  สุนทรภู่คาดว่า "พระหน่อบพิตรอดิศร"   นั้นต้องเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าสองพระองค์ คือเจ้าฟ้ามงกุฎ - เจ้าฟ้าจุฑามณี  ไม่คาดคิดว่าพระองค์เจ้าชายทับ  กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์จะได้ราชสมบัติ   เมื่อการเมืองพลิกผันไปเช่นนี้  สุนทรภู่จึงออกบวชทันที  คิดพึ่งผ้าเหลืองไม่ได้ถูกถอดถอนอะไร  เมื่อออกบวชแล้ว ตำแหน่งหน้าที่ บ้านหลวงที่เคยอยู่  คนอื่นก็ได้รับแทน  จึงบอกว่า "เห็นแต่ฟ้าฟ้าก็เปลี่ยวสุดเหลียวแล"  คือพึ่งพาเจ้าฟ้าไม่ได้เสียแล้ว  "ฟ้าก็เปลี่ยว" คือ หมายจะพึ่ง เจ้าฟ้าทั้งสององค์ก็ไม่ได้  เพราะไม่ได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน"

     ๓. ไปเมืองเพชร
     "ไปพริบพรีที่เขารองน้ำตาล        รับประทานหวานเย็นก็เป็นลม"

    เข้าใจว่าบวชแล้วก็ไปเมืองเพชร เมื่อปีพ.ศ.๒๓๖๘ เพราะเมื่อไปเมืองเพชรอีกในปีพ.ศ.๒๓๗๐ ก็กล่าวถึงขุนแพ่งเพื่อนรักว่าไปตายเสียในศึกลาวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ พ.ศ.๒๓๖๙  เมืองเพชรบุรีนี้สุนทรภู่เคยไปหลายครั้ง  เมื่อพ.ศ.๒๓๕๖  ก็กล่าวถึงว่า "แต่เดือนยี่ปีสี่ปีระกานิราร้าง  ไปอยู่บางกอกไกลกันใจหาย"  ปีระกาคือปีพ.ศ.๒๓๕๖

     ๔. ไปราชบุรี

     ไปราชบุรีมีแต่พาลจังทานพระ
     เหมือนไปปะบอระเพ็ดเหลือเข็ดขม
     ไปขึ้นเขาเล่าก็ตกอกระบม
     สุดจะตรมแทบจะตายเสียดายคราว

     แสดงว่าสุนทรภู่เคยไปขึ้นเขาที่เมืองราชบุรี  อาจจะเขางูหรือจอมบึง และไปตอนบวชเป็นพระ

     ๕. ไปกาญจนบุรี

     "คร้ังไปด่านกาญจนบุรีที่กระเหรี่ยง
     ฟังแต่เสียงเสือสีห์ชะนีหนาว
     นอนน้ำค้างพร่างพรมพลอยพรมพราว
     เพราะเชื่อลาวลวงว่าแร่แปรเป็นทอง"  

     สุนทรภู่มักจะลุ่มหลงเป็นคราวๆไป  นี่ท่านก็ไปเล่นแร่แปรธาตุถึงเมืองราชบุรี  ที่ว่าลาวนั้นคือลาวที่ต้อนเข้ามาเป็นเชลยศึกเจ้าอนุวงศ์ อยู่แถวราชบุรี  นครปฐม สุพรรณบุรี เรียกว่า ลาวโซ่ง ลาวขี้ครั่ง 
ลาวพรวน ลาวเวียง เดี๋ยวนี้เป็นไทยหมดแล้ว  

     ๖. ไปสุพรรณบุรี
     จำพรรษาอยู่ที่สองพี่น้อง
     "เข้าวัสสามาอยู่ที่สองพี่น้อง
     ยามขัดข้องขาดมุ้งริ้นยุงชุม
     คุกเช้าค่ำลำบากแสนยากยิ่ง
     เหลือทนจริงเจ็บแสบใส่แกลบสุม
     เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกลัดนั่งปัดยุง"
     
     เข้าใจว่าเมื่อปีพ.ศ.๒๓๘๔ คราวแต่งนิราศสุพรรณ  คือคราวไปหายาอายุวัฒนะ จะฉันยาให้เป็นหนุ่ม เพราะตอนนี้หลงรักเจ้าหญิงแสนสวย 

    " โอ้ยามอยู่สุพรรณกินมันเผือก
       เคี้ยวแต่เปลือกไม้หมากเปรี้ยวปากเหลือ
       จนแรงโรยโหยหิวผอมผิวเนื้อ
       พริกกับเกลือกลักใหญ่ยังไม่พอ
       ทั้งผ้าบาตรพาดเหล็กของเล็กน้อย
       ขโมยถอยไปทั้งเรือไม่เหลือหลอ
       เหลือแต่ผ้าอาศัยเสียใจคอ
       ชาวบ้านทอวายแทนแสนศรัทธา"

     ๗. ไปพิษณุโลก

     "คิดถึงคราวเจ้านิพพานสงสารโศก
      ไปพิศีโลกลายแทงแสวงหา
      ลงหนองน้ำปล้ำตะเข้หากเทวดา
      ช่วยรักษาจึงได้รอดไม่วอดวาย"

    พ.ศ..๒๓๖๙  บวชอยู่วัดอรุณ แล้วเดินทางไปถึงพิษณุโลก  เที่ยวเล่นลายแทง ไปเจอเอาตะเข้ในหนองน้ำเข้า ไปเมื่อพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรคตแล้วก็บวชและออกพรรษาก็ไปจังหวัดพิษณุโลก  น่าจะแต่งนิราศไว้เรื่องหนึ่ง ต้นฉบับอาจถูกปลวกกินเสีย  ตามที่บ่นไว้ในเพลงยาวรำพรรณพิลาป 

     ๘. ไปอยู่เขาม้าวิ่ง

   "วันไปอยู่ภูผาเขาม้าวิ่ง
     เหนื่อยอ่อนพิงเพิงไศลหลับใจหาย
     คร้ันดึกดูงูเหลือมเลื้อยเลื่อมพราย
     ล้อมรอบกายเกี้ยวตัวกันผัวเมีย
     หนีไม่พ้นจนใจได้สติ
     สมาธิถอดชีวิตอุทิศเสีย
     เสียงฟู่ฟู่ชูฟ่อเผ้าคลอเคลีย
     แลบลิ้นเลียแล้วเลื้อยแลเฟื้อยยาว
     ดูใหญ่เท่าผีกระโดงผีโป่งสิง
     เป็นรูปหญิงยืนหลอกผมหงอกขาว
     คิดจะตีหนีไปกลัวไม้เท้า
     โอ้เคราะห์คราวขึ้นไปเหนือเหมือนเหลือตาย"

     เขาม้าวิ่งนี้เข้าใจว่าจะอยู่ทางพิษณุโลก เพราะบอกว่าขึ้นไปทางเหนือ

     ๙. อยู่วัดราชบูรณะ

     "ต้องต่ำต้อยย่อยยับอับประมาณ
     มาอยู่วิหารวัดเลียบยิ่งเยียบเย็น
     โอ้ยามจนล้นเหลือสิ้นเสื่อหมอน
     สู้ซุ่มซ่อนเสียมิให้ใครใครเห็น
     ราหูทับยับเยินเผอิญเป็น"

     กลับมาอยู่วัดราชบูรณะ  เข้าใจว่ากลับจากเมืองเหนือแล้วจึงมาอยู่วัดราชบูรณะ

    ๑๐. คิดจะลาสิกขาบท
      
     " จะสึกหาลาพระอธิษฐาน
     โดยกันดารเดือดร้อนสุดผ่อนผัน
     พอพวกพระอภัยมณีศรีสุวรรณ
     เธอช่วยกันแก้ร้อนช่วยผ่อนเย็น
     อยู่มาพระสิงหไตรภพโลก 
     เป็นเศร้าโศกแสนแค้นสุดแสนเข็ญ
     ทุกค่ำคืนฝึนหน้าน้ำตากระเด็น
     พระโปรดเป็นที่พึ่งเหมือนหนึ่งนึก
     เหมือนไข้หนักรักษาวางยาทิพย์
     ฉันทองหยิบฝอยทองไม่ต้องสึก"

     พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณ คือ  เจ้าฟ้ามงกุฎกับเจ้าฟ้าจุฑามณี เข้ามาช่วยอุปถัมภ์หลังกลับมาจากเมืองเหนือ   พระสิงหไตรภพเข้าใจว่าคือ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ไม่ใช่พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ เข้ามาอุปถัมภ์อีกองค์หนึ่ง 

     ๑๑. ไปอยู่วัดเทพธิดา 

     "เป็นคราวเคราะห์ต้องพรากจากวิหาร
     กลัวพวกพาลผู้ร้ายจำย้ายหนี
     อยู่วัดเทพธิดาด้วยบารมี
     ได้ผ้าป่าปัจจัยไทยทาน"

     เข้าใจว่าสุนทรภู่ไปอยู่วัดเทพธิดาตั้งแต่พ.ศ.๒๓๘๒ เมื่อแรกสร้างวัดนี้  เพราะวัดนี้มีอยู่ก่อนแล้วเป็นวัดโบราณชื่อ วัดพระยาไกรสวนหลวง  เป็นวัดที่พระยาไกรโกษา( บุญมี ต้นสกุล ไกรบุญ)สร้างไว้  เจ้าพระยาไกรโกษา (บุญมี) เป็นบิดาเจ้าจอมมารดาบาง  พระชายาในรัชกาลที่ ๓  เจ้าจอมมารดาบางจึงได้สร้างวัดนี้ต่อมากับพระธิดา คือกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามวัดนี้ว่า วัดเทพธิดา  สุนทรภู่คงอยู่มาแต่แรกสร้างวัดใหม่ๆ  และอยู่ต่อมาอีกหลายพรรษา จนถึงปีที่ไปพระปฐมเจดีย์  เมื่อพ.ศ.๒๓๘๕  ก็ยังบวชอยู่วัดนี้  สุนทรภู่อยู่ที่วัดนี้นับตั้งแต่พ.ศ.๒๓๘๒ ถึงพ.ศ.๒๓๘๕ ก็ประมาณ ๔ พรรษา  แล้วข้ามฝั่งคลองมหานาคไปอยู่วัดสระเกศ  พ.ศ.๒๓๘๖ ถึงพ.ศ.๒๓๙๓
     
     ๑๒. ไปสุพรรณ

     " ถึงเดือนยี่มีเทศน์สมเพชพักตร์
     เหมือนลงรักรู้ว่าบุญสิ้นสูญหาย
     สู้ซ่อนหน้าฝ่าฝืนสะอื้นอาย
     จนถึงปลายปีฉลูมีธุระ
     ไปทางเรือเหลือสลดด้วยปลดเปลื้อง
     ระคายเคืองข้องขัดตัดสละ
     ลืมวันเดือนเชือนเฉยแกล้งเลยละ
     เห็นแต่พระอภัยพระทัยดี
     ช่วยแจวเรือเกื้อหนุนทำบุญด้วย
     เหมือนโปรดช่วยชูหน้าเป็นราศี
     กลับมาถึงผึ้งมาจับอยู่กับกุฎิ
     ทำรังที่ทิศประจิมริมประตู
     ต้องขัดเขืองเรื่องราวด้วยคราวเคราะห์
     จวบจำเพาะสุริยาถึงราหู
     ทั้งบ้านทั้งวังวัดเป็นศัตรู
     แม้ขืนอยู่ยากเย็นจะเห็นใคร"

     พอถึงเดือนยี่ ปีฉลู พ.ศ. ๒๔๘๔  สุนทรภู่ก็เดินทางไปสุพรรณบุรี  คราวที่แต่งนิราศสุพรรณคำโคลงไว้ว่า  พระอภัยช่วยแจวเรือให้  คือพระจอมเกล้าฯ ช่วยออกเงินจ้างคนแจวเรือให้ ลูกศิษย์สุนทรภู่ช่วยอุปถัมภ์อยู่เสมอ  ว่าเป็นคราวเคราะห์เมื่อกลับจากสุพรรณ ก็มีผึ้งมาจับอยู่ที่รังริมประตูทางทิศประจิมซึ่งถือกันว่าไม่ดี ให้โทษ "ทั้่งบ้านทั้งวังวัดเป็นศัตรู" ก็คงจะเป็นเพราะท่านเป็นพระดังเกินไป มีคนในรั้วในวังไปมาหาสู่มาก  เมื่อท่านท่องเที่ยวไปเมืองสุพรรณตั้งปี ไปจำพรรษาอยู่สองพี่น้อง  นางข้าหลวงในวังก็เคยไปมาหาสู่ท่านมาอ่านกลอนท่านบ้าง  มาขอให้แต่งเพลงยาวบ้าง  คงจะมีคนอิจฉาหรือไม่ชอบเป็นธรรมดา ท่านจึงว่าท้ังวัดวังเป็นศัตรู  คราวนี้สุนทรภู่ก็ตั้งสัตยาธิษฐานทำท่าจะสึกอีก นี่คือต้นเรื่องของเพลงยาวรำพรรณพิลาป คือแต่งเพลงยาวรำพรรณความในใจไปถวายเจ้านายสาวแสนสวย เจ้าของวัดเทพธิดาผู้อุปถัมภ์อยู่ให้เห็นใจสงสารเป็นทำนองว่า จะขอลาจากวัดเทพธิดาแล้ว  "จะไว้อาลัยให้ละห้อยจงคอยฟัง จะร่ำสั่งสิ้นสุดอยุธยา"  จึงลงมือแต่งเพลงยาวรำพรรณพิลาป เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๘๕ แต่งเสร็จแล้วก็ส่งไปถึงกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ว่าจะโปรดปรานประการใด  แต่แล้วก็คอยหาย พอถึงออกพรรษาแล้ว วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๓๘๕ จึงออกเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ ในคราวที่แต่งนิราศพระปธมไว้   สุนทรภู่เดินทางออกจากวัดเทพธิดาเมื่อยังบวชอยู่  บอกไว้ในนิราศว่า" ขอเดชะพระมหาอานิสงส์  ซึ่งเราคงศักราชพระศาสนา"   ครั้นแล้วท่านก็เดินทางกลับวัดเทพธิดาอีกไม่ได้  
     สุนทรภู่ไม่ใช่ตัวคนเดียว  ยังมีลูกอีกสองคน คือนายพัด ก็บวชเณรอยู่  นายตาบก็มาอยู่ด้วย  มีเณรกลั่นมาฝากตัวเป็นศิษย์แล้วบวชเณรอยู่ด้วย ดูเหมือนจะชื่อชุบ ชื่อน้อยอีกสองคน รวมเป็นลูกศิษย์ห้าคน  จึงข้ามคลองวัดมหานาคไปอยู่วัดสระเกศ ซึ่งมีพระธรรมทานาจารย์(ภู่)  เป็นเจ้าอาวาส เป็นศิษย์สุนทรภู่ทางกวี เณรพัดเกิด พ.ศ.๒๓๖๑ อายุได้ ๒๔ ปี เณรกลั่นเกิด พ.ศ.๒๓๖๕ อายุได้ ๒๐ ปี  แต่ยังบวชเณรอยู่ เพราะถือศีลน้อย ขาดแล้วก็ต่อได้ สึกแล้วก็บวชได้  แต่สมัยนั้นไม่มีใครตำหนิใคร พระเตะตะกร้อ เล่นไก่ กัดปลา ก็มีอยู่ในนิราศสุพรรณของสุนทรภู่  คราวหนึ่งพระสังฆการีมาทูลพระนั่งเกล้า พระนั่งเกล้าฯ ยังตรัสว่า "เจ้ากูเมื่อยขบจะเตะตะกร้อมั่งก็ช่างเจ้ากูเถิด"
     
      
     เพลงยาวรำพรรณพิลาป
     เพลงยาวรำพรรณพิลาป แปลว่า "เพลงยาวรำพรรณคร่ำครวญความรักความอาลัยของกวีเอก"  ถึงจะเสแสร้งว่าเป็นความฝันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นความฝันในเวลาหลับ  เป็นความฝันในเวลาตื่นอยู่นี่เอง แต่จะว่าตรงๆ ก็ไม่ได้


     "จะสั่งสาวชาวบางกอกข้างนอกใน
     ก็เกรงภัยให้ขยาดพระอาชญา
     จึงเอื้อมอ้างนางสวรรค์ตามฝันเห็น
     ให้อ่านเล่นเป็นเล่ห์เสน่หา
     ไม่รักใครในแผ่นดินถิ่นสุธา
     รักแค่เทพธิดาสุราไลย..."

   เทพธิดาองค์นี้ไม่ใช่เทพธิดาบนฟ้า แต่เป็นเทพธิดาในเมืองมนุษย์นี้เอง 

     "เห็นโฉมยงองค์เอกเมขลา 
     ชูจินดาดวงสว่างกลางสวรรค์
     รัศมีสีเปล่งดั่งเพ็งจันทร์
     พระรำพรรณกรุณาด้วยปรานี
     ว่านวลหงส์องค์นั้นอยู่ชั้นฟ้า
     ชื่อโฉมเทพธิดามิ่งมารศรี
     วิมานเรียงเคียงกันทุกวันนี้
     เหมือนหนึ่งพี่น้องชิดสนิทใจ" 

     นางฟ้าชื่อเมขลา ชูจินดาล่อแก้วนั้น  หมายถึง พระองค์เจ้าหญิงดวงประภา  ส่วนอีกองค์หนึ่ง ชื่อว่า โฉมเทพธิดา คือ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ   พระองค์เจ้าหญิงดวงประภานั้นเป็นพระราชธิดาของพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ว่า ชูจินดาดวงสว่าง คือเป็นเทพธิดาแม่สื่อ ที่ว่า "จะให้แก้วแล้วก็ว่าไปหาเถิด"  คือเป็นเทพธิดาแม่สื่อให้อีกองค์หนึ่ง  ท่านเมตตาปรานีมาก ให้ไปหาเถิด กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเป็นพระฺธิดาของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เจ้าของวัดเทพธิดา  ที่ว่า "วิมานเรียงเคียงกันทุกวันนี้  เหมือนหนึ่งพี่น้อบสนิทร่วมจิตใจ"  ก็กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ท่านเป็นพี่  พระองค์หญิงดวงประภาเป็นน้อง  เข้าใจว่าเจ้านายทั้งสองพระองค์นี้จะเคยมาบำเพ็ญกุศลที่วัดเทพธิดาบ่อยๆ     

     "ได้ครวญคร่ำร่ำเรื่องเป็นเบื้องสูง 
      พอพยุงยกย่องให้ผ่องใส
     ทั้งสาวแก่แม่ลูกอ่อนลาวมอญไทย
     เด็กผู้ใหญ่อย่าเฉลียวว่าเกี้ยวพาน
     พระภู่แต่งแกล้งกล่าวสาวสาวเอ๋ย
     นักเลงกลอนอนฝันเป็นสันดาน
     เคยเขียนอ่านอดใจมิใคร่ฟัง"

     "ไม่รักใครในแผ่นดินถิ่นสุธา
       รักแต่เทพธิดาสุราไลย"

     เพลงยาวรำพรรณพิลาป เป็นเพลงยาวฝากรัก

     "จะฝากดีฝีปากจะฝากรัก
      ด้วยจวนจักจากถิ่นถวิลหวัง
      ไว้อาลัยให้ละห้อยจงคอยฟัง
      จะร่ำสั่งสิ้นสุดอยุธยา"   

     สุนทรภู่ทนงในฝีปากของตนเอง ดังคำว่า จะแต่งเพลงยาวฝากรักฝากอาลัยไว้ให้หวนละห้อย  จงคอยฟังจะร่ำสั่งให้สิ้นอยุธยา 

     "โอ้ชาตินี้มีกรรมเหลือลำบาก
      เหมือนนกพรากจากรังไร้ฝั่งฝา
      โอ้กระดีที่จะจากฝากน้ำตา
      ไว้คอยลาเหล่านักเลงฟังเพลงยาว
      เคยเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าเมื่อเราอยู่
      มาหาสู่ดูแลทั้งแก่สาว
      ยืมหนังสือลือเลื่องถามเรื่องราว
     โอ้เป็นคราวเคราะห์แล้วต้องแคล้วกัน"

     กุฎิสุนทรภู่สมัยนั้นน่าจะเป็นที่ชุมนุมของคนสนใจในบทกลอน  ไปมาหาสู่สุนทรภู่อยู่เสมอ กุฎิสุนทรภู่คงเป็นที่ชุมนุมอ่านกลอนสุนทรภู่  เรื่องพระอภัยมณีบ้าง เรื่องลักษณวงศ์บ้าง เรื่องโคบุตรบ้าง บ้างก็มาไหว้วานให้แต่งสารเพลงยาวตอบ ท่านจึงบอกไว้ว่า "มาหาสู่ดูแลทั้งแก่สาว"  ความดังของท่านนี่แหละที่ทำให้สุนทรภู่ไม่มีความสงบสุข  เพราะมีคนไปมาหาสู่ และในขณะเดียวกันก็ย่อมมีคนอิจฉา ด้วยความเป็นกวีเอกของท่าน 

     "ฤดูร้อนก่อนเก่ากินข้าวแช่
      น่าชมแต่เครื่องกับสำรับฉัน
      ช่างทำเป็นช่อดอกจอกเป็นดอกจันทร์
      งามจนชั้นกระชายทำเป็นจำปา"

     เครื่องขบฉันที่บรรยายนี้เป็นฝีมือชาววังทั้งสิ้น  ไม่ใช่ฝืมือชาวบ้าน เป็นฝีมือชาววังนำมาถวาย

     มะม่วงดิบหยิบดูจึงรู้จัก
     ช่างน่ารักรูปสัตว์เหมือนมัจฉา

     ท่านพรรณนาต่อไปว่า 
     
     "ตรุษสงกรานต์ท่านแต่งเครื่องแป้งสด
      ระรื่นรสรางเป็นพิมเสนกระสาย
      น้ำกุหลาบอาบอุระแสนสบาย
      ถึงคราวร้ายหายหอมให้ตรอมทรวง"

     วันเข้าพรรษา

     "เข้าวัสสามาทั่วทุกตัวคน
      ถวายต้นไม้กระถางต่างต่างกัน
      ดูกิ่งไม้ใบแซมติดแต้มแต่ง
      ลูกดอกแผลงแกล้งประดิษฐ์ความคิดขยัน
      พุ่มสีผึ้งถึงดีลิ้นจี่จันทร์
      ต้นแก้วกรรณิกามีสารพัด" 

     ต้นไม้กระถางประดิษฐ์  คือต้นไม้ปลอมเป็นฝีมือของนางในรั้วในวังทั้งนั้น  ไม่ใช่ของชาวบ้านธรรมดา  

     "เหมือนใบศรีมีงานท่านสนอม
      เจิมแป้งหอมน้ำมันจันทร์ให้หรรษา
      พอเสร็จงานท่านเอาลงในคงคา
      ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง
      เหมือนตัวเราเล่าก็พลอยเลื่อนลอยดับ
      มิได้รับไทยทานดูงานฉลอง
      โอ้ทองหยิบลิบลอยทั้งฝอยทอง
      มิได้ครองไตรแพรเหมือนแต่เดิม"

      สุนทรภู่ตอนเฟื่องฟูนั้น ฉันทองหยิบฝอยทองเครื่องขบฉันบริบูรณ์จากนางข้าหลวงในวัง   แต่พอไปสุพรรณกลับมาก็ไม่ได้ฉันทองหยิบฝอยทอง ไตรแพรก็ไม่ได้ครองเหมือนเดิม เพราะทิ้งไว้ที่เมืองสุพรรณ  
     "ล้วนเรือใหญ่ใส่กระจาดย่ามบาตรพร้อม
      ของคุณหม่อมมารดาเจ้าภาษี
      ทั้งขุนนางต่างมาด้วยบารมี
      ปีพาทย์ตีเต้นรำทุกลำเรือ"

     คุณหม่อมมารดาเจ้าภาษี นี้คือ เจ้าจอมมารดาบาง เจ้าจอมมารดาบาง  พระชายาในรัชกาลที ๓  เป็นมารดาของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ท่านค่อนข้างจะร่ำรวยเพราะเป็นเจ้าภาษี  มาทำบุญที่วัดเทพธิดาซึ่งเป็นวัดที่ท่านอุปถัมภ์อยู่   มาทำบุญเดือนอ้ายงานทิ้งกระจาดหลวง และกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระธิดาของท่านก็ต้องเสด็จด้วย สุนทรภู่จึงได้เข้าเฝ้าเจ้านายพระองค์นี้ด้วย 

     เพลงยาวรำพรรณพิลาปนี้คือเพลงยาวที่ยาวที่สุดในบรรดาเพลงยาวสังวาสที่มีอยู่ในเมืองไทย สุนทรภู่ไม่ได้พรรณนาถึงนางฟ้าในเมือสวรรค์ทีไหนดอก  พรรณนาถึงนางฟ้าในเมืองมนุษย์นี่เอง  เพลงยาวรำพรรณพิลาปคือ เพลงยาวที่แสดงอารมณ์เพ้อฝันของสุนทรภู่ และเป็นหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสุนทรภู่อีกหลายอย่าง 
     

     
  (โปรดติดตามตอนต่อไป)


















วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ชีวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) ตอน ข้อเท็จจริงบางประการ


๑๐. ข้อเท็จจริงบางประการ

     เรื่องแรกคือ งานกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่  บัดนี้เรามีหลักฐานค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า  ท่านแต่งเรื่องอะไร แต่งเมื่อไร แต่งที่ไหน แต่งให้ใคร ดังต่อไปนี้คือ
     ๑. นิทานเรื่องโคบุตร  เป็นนิทานชาดก แต่งเมื่ออยู่วัดอรุณราชวราราม  แต่งถวายพระองค์เจ้าปฐมวงศ์  ประมาณ พ.ศ. ๒๓๔๗ สุนทรภู่อายุ ๑๘ ปี
     ๒. นิราศเมืองแกลง  นิราศเรื่องแรก แต่งเมื่อเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง แต่งให้นางจันทร์ คนรักคนแรก  เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๓๕๐  อายุ ๒๑ ปี
     ๓. นิราศพระบาท นิราศเรื่องที่สอง  แต่งเมื่อเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาท ที่เมืองสระบุรี โดยเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ เมื่อวันที่  ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๕๐ กลับถึงวัดอรุณฯ เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๕๐ แต่งให้นางจันทร์เมื่ออายุ ๒๑ ปี แต่งเมื่ออยู่วัดอรุณฯ 
     ๔. นิราศเมืองเพชร แต่งเมื่อเดินทางอาสาพระปิ่นเกล้าฯ ครั้งยังทรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ  กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เมื่อพ.ศ.๒๓๗๐ กล่าวถึงขุนแพ่งเพื่อนรักที่ไปตายในคราวศึกลาวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เมื่อพ.ศ. ๒๓๖๙ ว่าได้บังสกุลให้ ตอนนี้ท่านบวชเป็นพระแล้ว อายุได้ ๔๑ ปี อยู่วัดพระเชตุพนฯ
     ๕. นิราศภูเขาทอง  แต่งเมื่อเดินทางไปแสวงหาทรัพย์สมบัติตามลายแทง  เมื่อพ.ศ.๒๓๗๑ อายุได้ ๔๒ปี แต่งเมื่ออยู่วัดราชบูรณะ
     ๖. นิราศสุพรรณคำโคลง  แต่งเมื่อพ.ศ.๒๓๘๔ ไปแสวงหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่เมืองสุพรรณบุรี  บอกไว้ในรำพรรณพิลาปว่าไปสุพรรณเมื่อปลายปีฉลู  แต่งฝากฝีมือว่าสามารถแต่งโคลงได้ไพเราะด้วย  มีแบบแผนโคลงต่างๆ บอกไว้ด้วย  ตอนนี้อายุ ๕๕ ปี แต่งเมื่ออยู่วัดเทพธิดา  เรื่องนี้แต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ กล่าวถึง "ดอกฟ้า"ไว้
     ๗. เพลงยาวรำพรรณพิลาป เป็นเพลงยาวสังวาส แต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ(พระองค์เจ้าหญิงวิลาศ)  พระธิดาพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่งเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๘๕  อายุได้ ๕๕ ปี แต่งเมื่ออยู่วัดเทพธิดา
     ๘. เพลงยาวสวัสดิรักษา  แต่งถวายกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระเจ้าน้องยาเธอในพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งสุนทรภู่คาดว่าเป็น "พระหน่อบพิตรอิศรา"  มีสิทธิืจะได้ครองราชสมบัติต่อไป  จึงแต่งเพลงยาวถวาย หวังจะพึ่งบุญแล้วสุนทรภู่ก็ได้พึ่งบุญจริงๆ ได้รับแต่งตั้งเป็น  พระสุนทรโวหาร จางวางกรมพระอาลักษณ์ของพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในภายหลัง  แต่งเมื่ออยู่วัดเทพธิดา  เพราะสำนวนกลอนขึ้นต้นคล้ายกับเพลงยาวรำพรรณพิลาป ตอนแต่งอายุได้ ๕๕ ปี แต่งเมื่ออยู่วัดเทพธิดา  
    ๙. เพลงยาวถวายโอวาท   แต่งถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์กับเจ้าฟ้ามหามาลา พระราชโอรสในพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  แต่งเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๗๒ แต่งเมื่ออยู่วัดราชบูรณะ อายุได้ ๔๓ ปี บอกไว้ว่า "ในวันนั้นวันอังคารพยานอยู่ ปีฉลูเอกศกแรมหกค่ำ"   คือปีที่เจ้าฟ้าสององค์ได้เข้ามาถวายตัวเป็นศิษย์ ก็คงแต่งประมาณปีนั้นเอง
     ๑๐. นิราศพระปธม แต่งเมื่อเดินทางไปมนัสการพระปฐมเจดีย์เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๘๕  หลังจากแต่งเพลงยาวรำพรรณพิลาปถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ปลายปีก็เดินทางไปนครปฐม นิราศพระปธมแต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ บอกไว้ว่า "อนึ่งน้อมจอมนิกรอัปศรราช บำรุงศาสนสงฆ์ทรงสิกขา จงไพบูลย์พูนสวัสดิ์วัฒนา ชนมาหมื่นแสนอยาแค้นเคือง"   แต่งถวายเพื่อขออโสหิกรรมที่บังอาจแต่งเพลงยาวรำพรรณพิลาปไปเกี้ยวเจ้าหญิง   
     ๑๑. พระอภัยมณี  แต่งถวายเจ้าฟ้ามงกุฎ กับเจ้าฟ้าจุฑามณี เมื่อบวชอยู่วัดราชบูรณะ และแต่งถวายเจ้านายแสนสวยคือ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เมื่ออยู่วัดเทพธิดา ระหว่างพ.ศ.๒๓๗๑ ถึง พ.ศ. ๒๓๘๕ คือระหว่างเวลาที่อยู่วัดราชบูรณะกับวัดเทพธิดา 
     ๑๒. สิงหไตรภพ แต่งถวายพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่ออยู่วัดพระเชตุพนฯ ระหว่างพ.ศ. ๒๓๖๘ ถึง พ.ศ.๒๓๗๐  ตอนที่ทรงพระยศเป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรคื  พระเจ้าน้องยาเธอ  ในรัชกาลที่ ภ เจ้านายพระองค์นี้โปรดทางการช่างและการเล่นต่างๆ  คือมีฤทธิ์เดชคล้ายๆ พระสิงหไตรภพ (ทรงเล่นมวยปล้ำ ตีกระบี่กระบอง  ขี่ม้าเทส ขี่ช้าง )


     ข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่ง คือเมืองต่างๆที่สุนทรภู่ไป ปรากฎหลักฐานในบทกวีของท่าน 
     ๑. เมืองแกลง  เมื่อพ.ศ.๒๓๕๐  ตามนิราศเมืองแกลง 
     ๒. เมืองสระบุรี เมื่อพ.ศ. ๒๓๕๐ฟ ตามนิราศพระบาท  แล้วไปอีกครั้งบอกไว้ในรำพรรณพิลาปว่าไปเขาม้าวิ่ง
     ๓. เมืองเพชรบุรี ไปเมื่อพ.ศ. ๒๓๕๒ จนถึงพ.ศ.๒๓๕๖ อาศัยอยู่กับหม่อมบุนนาค พระชายาในวังหลัง  สุนทรภู่มีมิตรสหายและลูกศิษย์ในเมืองเพชรบุรีมาก บอกว่า "ศิษย์หามากันอึง"  หม่อมบุนนาคก็เข้าใจว่าเป็นชาวเพชรบุรี  สุนทรภู่ไปเมืองเพชรบุรีมากกว่า ๒ คร้ัง แต่ไม่ได้แต่งนิราศไว้ หรือต้นฉบับสูญหายไปเสียคร้ังหลังเมื่อสุนทรภู่ไปเมืองเพชรบุรี ปีพ.ศ.๒๓๗๐  นิราศเมืองเพชรบอกว่า ขุนแพ่งเพื่อนกันตายในคราวศึกลาวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์  ปี พ.ศ.๒๓๖๙  ท่านจึงได้บังสกุลให้  ตอนนี้ท่านบวชอยู่วัดพระเชตุพน ฯ   อาสากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ไปหาของดีที่เพชรบุรี  เมืองนี้มีพระอาจารย์อาคมขลังแต่โบราณ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ท่านทรงแสวงหาเครื่องเล่นของท่านหลายอย่าง  ทางช่าง ทางดนตรี แสวงหาของขลัง  
     ๔. เมืองสุพรรณบุรี  เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๕ คราวที่แต่งนิราศสุพรรณคำโคลง ว่าไปจำพรรษาที่วัดในอำเภอสองพี่น้อง  สุนทรภู่น่าจะไปสุพรรณบุรีหลายคร้ัง
     ๕. เมืองกาญจนบุรี  บอกไว่าว่าเคยไป "กาญจนบุรีที่เกรี่ยง ฟังแต่เสียงสีห์ชนีหนาว"  คราวหลังสุดไปพระแท่นดงรัง เมืองกาญจนบุรี  พร้อมเณรกลั่น เมื่อพ.ศ.๒๓๘๘  ตอนนี้ยังบวชอยู่วัดสระเกศ  มีหลักฐานยืนยันอยู่ในนิราศพระแท่นดงรัง 
      ๖.อยุธยา ไปภูเขาทอง  เมื่อปีพ.ศ.๒๓๗๑ แล้วก็ไปวัดเจ้าฟ้าพระกลาโหม คือวัดใหญ่ไชยมงคล เมื่อพ.ศ.๒๓๗๙ ที่เณรพัดแต่งนิราศวัดเจ้าฟ้าไว้  ตอนนี้ท่านบวชอยู่วัดราชบูรณะและวัดพระเชตุพน
     ๗. พิษณุโลก  บอกไว้ในรำพรรณพิลาปว่า  "พิษณุโลกลายแทงแสวงหา"  ท่านเป็นคนลุ่มหลงเล่นลายแทง เล่นแร่แปรธาตุ หายาอายุวัฒนะ  กินแล้วเป็นหนุ่มได้  แสวงหาของขลัง ตามประสาคนสมัยนั้นที่ลุ่มหลงทางนี้กัน  จึงอาสาไปหาของดีที่เมืองเพชรบุรีให้เจ้านาย   
    ๘. นครปฐม คราวที่ไปนมัสการพระปฐมเจดีย์เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๘๕  แล้วแต่งนิราศพระปธมถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ  ไว้เป็นเรื่องสุดท้ายนั่นแหละ  หลังจากนี้ก็ไม่แต่งนิราศอีกเลย  ไปพระแท่นดงรังเมื่อพ.ศ.๒๓๘๘ก็ไม่แต่งนิราศ เณรกลั่น ลูกศิษย์จึงแต่งแทนครู  เณรกลั่นนี้เป็นลูกนายจ่ายวด (แก้ว)  ซึ่งเป็นมหาดเล็กอยู่ในรัชกาลที่ ๓ แล้วไปตายเสียคราวศึกเจ้าอนุวงศ์ เมื่อพ.ศ.๒๓๖๙  เณรกลั่นจึงเป็นกำพร้าอยู่กับย่า  ซึ่งเป็นท่านผู้หญิงชื่อจำรัส ภรรยาพระยาสุรเสนา (ฉิม)  (บิดาเจ้าจอมน้อย สุหรานากง พระสนมในรัชกาลที่ ๓ ผู้สร้างวัดคอกหมู แล้วได้รับพระราชทานนามว่า  วัดอัปสรสวรค์  เณรกลั่นคนนี้ได้ทำหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับสุนทรภู่ไว้ว่า เมื่อพ.ศ.๒๓๘๘ สุนทรภู่ยังบวชอยู่วัดสระเกศ  เดินทางไปพระแท่นดงรังพร้อมกัน และว่าสุนทรภู่เป็นพระสุปฎิปันโน เมื่อไปพระแท่นดงรัง สุนทรภู่อายุ ๔๙ ปี  เณรกลั่นอายุ ๒๔ปี

     อีกเรื่องคือ วงศ์วานของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองไหนกันแน่  จากนิราศเมืองแกลง เรารู้ว่าสุนทรภู่มีวงศ์ญาติอยู่ที่เมืองแกลง  ท่านบอกไว้ในคำกลอนว่า 
      "ก็เลยลาปิตุรงค์ทั้งวงศ์วาน ออกจากย่านบ้านกร่ำซ้ำวิโยค กำสรดโศกเศร้าหมองถึงสองหลาน เมื่อไข้หนักรักษาพยาบาล แต่นี้นานจะได้มาเห็นหน้ากัน"  แสดงว่าวงศ์ญาติของสุนทรภู่อยู่ที่เมืองแกลง  จนกระทั่งคุณเสวตร เปื่ยมพงศ์สานต์ ได้สร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ไว้ที่นั่น  

     เมื่อปี ๒๕๒๙ ปีครบรอบ ๒๐๐ ปีสุนทรภู่  คุณล้อม เพ็งแก้ว อาจารย์วิทยาลัยครูเพชรบุรี ได้พบนิราศเมืองเพชร สำนวนใหม่ว่า

    "มาลงเรือเมื่อจะล่องแรมสองค่ำ  ต้องไปล่ำลาพราหมณ์ตามวิสัย
ไปวอนว่าท่านยายคำให้นำไป  บ้านประตูไม้ไผ่แต่ไรมา  เป็นถิ่นฐานบ้านพราหมณ์รามราช  ล้วนโคตรญาติย่ายายฝ่ายวงศา   เทวสถานศาลสถิตย์อิศรา  เสาชิงช้ายังเห็นเป็นสำคัญ  ทั้งโบสถ์บ้านสถานที่ยังมีอยู่  แต่ท่านผู้ญาติกานั้นอาสัญ  เพราะกรุงแตกแยกย้ายพรัดพรายกัน  จนสิ้นพันธุ์พงศาเอกากาย  ที่เหล่ากอหลอเหลือในเนื้อญาติ  เป็นเชื้้อชาติชาวเพชรบุรียังมีหลาย  แต่สิ้นบุญปู่ย่าพวกตายาย  ญาติทั้งหลายมิได้รู้เรื่องบูราณ  แต่ตัวเราเข้าใจได้ไต่ถาม  จึงแจ้งความเทือกเถาถึงอวสาน   จะบอกเล่าเผ่า่พงศ์พวกวงศ์วาน  ก็เกรงท่านทั้งหลายจะอายครัน  จึงกรวดน้ำรำพึงไปถึงญาติ   ซึ่งสิ้นชาติชนมาม้วยอาสัญ  ขอกุศลผลส่งให้พงศ์พันธุ์   สู่สวรรค์นฤพานสำราญใจ ...."

     เมื่ออ่านดูทีแรกก็อยากจะเชื่อว่าเผ่าพงศ์สุนทรภู่เป็นชาวเพชรบุรีแล้วอพยพหนีพม่าไปอยู่ทางเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก เหมือนชาวเพชรบุรีอพยพมาอยู่เมืองสมุทรสงครามเป็นจำนวนมาก  แต่เมื่ออ่านทบทวนไปมาก็กริ่งใจว่าจะยังไงอยู่  สุนทรภู่คุ้นเคยกับเมืองเพชรบุรี  ไปไหนก็มีคนรู้จัก  ลูกศิษย์ลูกหาก็มาก  คนรัก็มีตั้งหลายคนตามที่พรรณนาไว้ในนิราศ  แต่เหตุไฉนเล่าตอนจะลากลับ   จึงต้องไปไหว้วอนว่ายายคำให้พาไปหาพราหมณ์  บอกว่าญาติมีมาก แต่ญาติไม่รู้  "จะบอกเล่าเผ่าพงศ์พวกวงศ์วาน ก็เกรงท่านทั้งหลายจะอายครัน"   ทำไมจึงต้องกลัวญาติอายด้วย  ท่านก็เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง   เป็นกวีคนสำคัญเช่นนั้น   สุนทรภู่ไม่ใช่คนต่ำต้อยจนไม่กล้าลำดับญาติ ท่านทรนงตัว ท่านมีอหังการอยู่เต็มตัว  


      การเขียนประวัติสุนทรภู่ต้องว่ากันตามหลักฐานที่ชัดแจ้ง  ไม่ควรว่าตามคำเขาว่า   แม้คำเขาว่านั้นจะปรากฎอยู่ในนิราศเมืองเพชรที่พบใหม่  ควรจะพิสูจน์ว่าเป็นสำนวนกลอนสุนทรภู่แท้จริงหรือมีผู้แต่งต่อเติมขึ้นภายหลัง

     เรื่องกวีแต่งต่อเติมบทกวีของเก่าขึ้นใหม่นั้น  มีมาทุกยุคทุกสมัย ขอยกตัวอย่าง  เรื่องกาพย์สังข์ศิลปชัย ที่เรียกกันว่า สังข์ศิลปชัยกลอนสวด มีอยู่ถึง  ๕ ฉบับทึ่สำนวนแตกต่างกัน  บางฉบับมีผู้แต่งต่อเติมไว้ เป็นสำนวนใหม่ในกรุงเทพฯนี่เอง  ไม่ใช่สำนวนกรุงเก่า  (ตอนที่แต่งต่อเติมนี้ยืดยาว สำนวนดีเสียด้วย  เข้าใจว่าเป็นสำนวนของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) เรื่องท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ที่ว่าเป็นสำนวนคร้ังกรุงสุโขทัยน้ัน  ที่จริงคือสำนวนของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  หรือภาษิตพระร่วงที่นับถือกันว่าพระร่วงเจ้าครั้งกรุงสุโขทัยแต่งนั้น  ที่จริงคือพระนิพนธ์ของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เรื่องขุนช้างขุนแผนก็มีหลายสำนวน สำนวนครูแจ้งนักเลงเพลงเสภานั้นรสชาดถึงพริกถึงขิงนัก  จนกรมสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพทรงตัดออกเสียหมด เอาสำนวนคนอื่นมาใส่แทน  คำกลอนสุนทรภู่เรื่องลักษณ์วงศ์  สุนทรภู่แต่งไว้ ๙ เล่มสมุดไทย แต่มีกวีอื่นแต่งเติมอีกยืดยาวถึง  ๓๐ สมุดเล่มไทย     
   
      ข้อสะดุดใจที่แรงที่สุดคือ  สุนทรภู่ไปเมืองเพชรบุรีปีพ.ศ. ๒๓๗๐ นั้น ท่านบวชเป็นพระอยู่ ถึงแก่สวดบังสกุลให้ขุนแพ่งเพื่อนรัก  แต่เหตุไฉนจึงเที่ยวไปลาพราหมณ์เมืองเพชรเล่า   สุนทรภู่ไม่รู้หรือว่า พระสงฆ์เป็นอุดมเพศ ส่วนพราหมณ์เป็นหินเพศ  พระมีศีล  พราหมณ์ไม่มีศีล  สุนทรภู่จะเที่ยวลาพราหมณ์เชียวหรือ   พราหมณ์ชั้่นพระราชครูพราหมณ์ในราชสำนัก สุนทรภู่ก็มิได้อ่อนน้อม  อย่าว่าแต่พราหมณ์เลย กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระเจ้าลูกเธอแท้ๆ  สุนทรภู่ยังไม่อ่อนน้อมจนเกิดเรื่องต้องหนีราชภัย คนที่เที่ยวลาพราหมณ์ ต้องไหว้วานยายคำไปร่ำลาพราหมณ์นั้น  คงไม่ใช่สุนทรภู่  คงเป็นกวีชาวเมืองเพชรเสียมากกว่า   คงเป็นกวีรุ่นหลังสุนทรภู่ในสมัยรัชกาลที่่ ๔

     นิราศเมืองเพชรสำนวนนี้ จึงเข้าใจว่าเป็นสำนวนกลอนของนักกวีเมืองเพชรแต่งต่อเติมไว้แทรกเข้าไว้เป็นสำนวนใหม่  เพราะสมัยน้ันไม่ถือกัน  นักกวีชอบแต่งต่อเติมบทกวีเก่ามาตลอดตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว  กวีคนนี้เป็นชาวเมืองเพชรบุรี มีญาติอยู่ในเมืองเพชรบุรีมาก   แต่จากบ้านไปนานแล้ว  และตัวเองก็ไม่ได้โด่งดังอะไร คงเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย  แต่มีความชำนาญทางบทกลอนอยู่ จึงแต่งต่อเติมให้เป็นสำนวนของตนเอง  จะบอกเล่าชาวเมืองเพชรว่าเป็นญาติก็ยังอาย   กลัวญาติจะอาย เพราะคนเมืองเพชรเป็นคนถือศักดิ์ศรีอยู่  กวีคนนี้คงไม่ได้บวชอยู่  จึงเที่ยวไปลาพราหมณ์ จะไปเองก็ไม่กล้า  ต้องไหว้วานให้ยายคำนำไป  จึงขอตั้งเป็นข้อสันนิษฐานไว้ 


    
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ชึวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) ตอน ลักษณะนิราศสุนทรภู่


๙. ลักษณะนิราศสุนทรภู่

     ถ้าเราศึกษาวรรณคดีอย่างชนิดที่เรียกว่า วรรณคดีวิจารณ์  วรรณคดีวิจัย วรรณคดีวิเคราะห์  สามอย่างนี้ให้ครบถ้วนกระบวนความของการศึกษาแล้ว  เราจะเห็นลักษณะคำกลอนนิราศของสุนทรภู่อย่างชัดแจ้ง ๕ ประการคือ 

     ๑. โวหารกวี
     ๒. คำขึ้นต้น
     ๓. ความหลัง
     ๔. ภาษาตลาด
     ๕. สัมผัสใน

     ขออธิบายขยายความให้เข้าใจตรงกันคือ

     ๙.๑. โวหารกวี 
     กวีหรือนักประพันธ์นั้นมักจะถนัดในการใช้โวหารต่างกัน ทั้งนี้สุดแล้วแต่ปัญญาอารมณ์และความชัดเจนของกวี  โวหารมีอยู่ ๖ อย่างคือ
     ๑. พรรณนาโวหาร  โวหารในการพรรณนาความในใจออกมา
     ๒. บรรยายโวหาร  โวหารในการบรรยายภาพพจน์ให้เห็นสิ่งภายนอก
     ๓. เทศนาโวหาร โวหารในการแสดงเหตุผลต้นปลายให้เห็นจริง
     ๔. สาธกโวหาร โวหารในการยกแบบอย่างขึ้นมาแสดงให้เห็น
     ๕. อุปมาโวหาร โวหารในการยกเอาสิ่งนี้ไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น
     ๖.อุปมาโวหาร โวหารในการยกเอาสิ่งนี้ไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น
     ๗.อุปไมยไวหาร โวหารในการยกเอาสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบกับสิ่งนี้
     
     นิราศสุนทรภู่ทุกเรื่อง คือบรรยายโวหาร  บรรยายให้เห็นภูมิประเทศบ้านเมิองไปตลอดการเดินทาง  เป็นแบบนิราศสมัยใหม่ซึ่งมีผู้เอาแบบอย่างต่อมาจนทุกวันนี้  ผิดกับนิราศนรินทร์อย่างชัดเจน  เพราะนิราศนรินทร์นั้นเป็นนิราศพรรณนาโวหาร  รำพันถึงแต่ความรักความอาลัยอย่างเดียว  อ่านตั้งแต่ต้นจนจบก็มืดมนเต็มทีในเรื่องการเดินทางไปอย่างไร สภาพบ้านเมืองเป็นอย่างไร มีการเคลือนไหวอย่างไรมองไม่เห็นภาพเลย  ทั้งนี้เพราะกวีผู้แต่งเรื่องนี้ ท่านเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน คือ กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์  ท่านเดินทางไปท่ามกลางข้าราชบริพารแวดล้อม  ไม่ได้สัมผัสกับผู้คนรายทาง   ไม่ค่อยได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมเหมือนอย่างสุนทรภู่  ทำให้นิราศสองเรื่องคือ นิราศสุพรรณกับนิราศนรินทร์แตกต่างกันโดยโวหารกวี

     ๙.๒ คำขึ้นต้น
     คำขึ้นต้นนิราศก็แตกต่างกัน  คำขึ้นต้นนิราศของสุนทรภู่ จะขึ้นต้นตัดตรงแน่วออกไปเลย ไม่มีอืดอาดล่าช้า ไม่มีพิธีรีตอง  แต่เป็นลักษณะโอ่อ่า ลีลาแบบครูกวีอยู่ในเชิง เรียกว่าเป็นมาดของครูกวี ดังตัวอย่างต่อไปนี้

     ๑. นิราศเมืองแกลง (พ.ศ.๒๓๕๐)
     ๐ โอ้สังเวชวาสนานิจจาเอ๋ย
     จะมีคู่มิได้อยู่ประคองเชย
     ต้องละเลยดวงใจไวไกลตา 

     ๒. นิราศพระบาท(พ.ศ.๒๓๕๐)
     ๐ โอ้อาลัยใจหายไม่วายห่วง
     ดั่งศรศักดิ์ปักซ้ำระกำทรวง
     เสียดายดวงจันทราพงางาม

     ๓.นิราศเมืองเพชร(พ.ศ.๒๓๗๐)
     ๐ โอ้รอนรอนอ่อนแสงพระสุริยฉาน
     ท้องฟ้าคล้ำน้ำค้างลงพร่างพราย
     พระพายชายชื่นเชยรำเพยพาน

     ๔. นิราศภูเขาทอง (พ.ศ.๒๓๗๑)
     ๐ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา
     รับกฐินภิญโญโมทนา
     ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย

     ๕. นิราศประปธม (พ.ศ.๒๓๘๕)
     ๐ ถวิลวันจันทร์ทิวาขึ้นห้าค่ำ
     ลงนาวาคลาเคลื่อนออกเลื่อนลำ
     พอเสียงย่ำยามสองกลองประโคม

     ๖. นิราศสุพรรณ (พ.ศ.๒๓๘๔)
     ๐ เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า              ดาดาว
     จรูญจรัสรัศมีพราว                     พร่างฟ้า
     ยามดึกนึกหนาวหนาว                เขนยแนบ แอบเอย
     เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อยเยือกฟ้า         พาหนาว 

     ๗. เพลงยาวรำพรรณพิลาป(พ.ศ.๒๓๘๕)
     ๐ สุนทรทำคำประดิษฐ์นิมิตรฝัน
     พึ่งพบเห็นเป็นวิบัติมหัศจรรย์
     จึงจดวันเวลาด้วยอาวรณ์

     ๘. เพลงยาวโลกนิติคำกลอน (พ.ศ.๒๓๘๙)
     ๐ มานี่แน่เจ้าหนูดูสารสอน
     จงจำไว้ไปข้างหน้าจะถาวร
     เหมือนอาภรณ์เครื่องประดับสำหรับกาย 

     ๙. เพลงยาวถวายโอวาท(พ.ศ.๒๓๗๖)
     ๐ ควรมิควรจวนจะพรากจากสถาน
     จึงเขียนความตามใจอาลัยลาน
     ขอประทานโทษาอย่าราคี

     ๑๐. เพลงยาวสวัสดิรักษา(พ.ศ. ๒๓๘๔)
     ๐ สุนทรทำคำสวัสดิรักษา
     ถวายพระหน่อบพิตรอิศรา
     ตามพระบาลีเฉลิมให้เพิ่มพูน

     ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า สุนทรภู่ไม่ได้ขึ้นต้นคำกลอนว่า "นิราศ" เหมือนคนอื่น เพราะสมัยนั้นยังเรียกนิราศว่า "เพลงยาวนิราศ" (เพลงยาวที่จากไป)  เรียกคำกลอนที่แต่งอยู่กับที่ว่า "เพลงยาวสังวาส" เช่น เพลงยาวทีแต่งโต้ตอบกันระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว  ถ้าแต่งสุภาษิตคำกลอน เรียกว่า "เพลงยาวสุภาษิต"   นิราศที่ขึ้นต้นคำกลอนว่า "นิราศ"  เช่น "นิราศร้างห่างเหเสน่หา"  หรือ "นิราศรักอาลัยอาลัยหวน"  อย่างนี้ไม่ใช่ฝีปากสุนทรภู่  เพราะขาดลักษณะโอ่อ่าไว้สง่า  และคำว่า  "นิราศ" พึ่งใช้กันรุ่นหลังสุนทรภู่  แม้นายมีแต่งนิราศสมัยสุนทรภู่ ก็ไม่ขึ้นต้นว่า "นิราศ"  มหาฤกษ์แต่งนิราศพระปธมเรื่องแรก ก็ไม่ขึ้นต้นว่า "นิราศ"  ขึ้นต้นแบบสุนทรภู่ว่า "มหาฤกษ์จะนิวาสสวาทศรี  ไปบังคมพระปฐมเจดีย์" นิราศที่ขึ้นต้นว่า"นิราศ"นั้นตัดออกไปได้ว่า ไม่ใช่ของสุนทรภู่ 

     ๙.๓ ความหลัง
     นิราศของสุนทรภู่ทุกเรื่องจะกล่าวถึงความรักความหลัง อดอยู่ไม่ได้เลยเป็นลักษณะพิเศษ  นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศเมืองเพชร นิราศภูเขาทอง นิราศพระปธม นิราศสุพรรณ  ล้วนแต่กล่าวถึงความรักความหลังทุกเรื่อง  แม้แต่เพลงยาวถวายโอวาท  เพลงยาว
สวัสดิรักษา    ก็กล่าวไว้พอรู้ว่าท่านสุนทรภู่แต่ง  "สุนทรทำคำสวัสดิรักษา"  และ "ควรมิควรจวนจะพรากจากสถาน"   นิราศที่ไม่กล่าวถึงความรักความหลังของกวีอย่างนิราศอิเหนา  จึงตัดทิ้งไปได้ว่าไม่ใช่นิราศของสุนทรภู่

     ๙.๔ ภาษาตลาด
     สุนทรภู่ใช้ภาษาธรรมดา ใช้ภาษาตลาดเป็นพื้น แม้คำที่ใช้พูดกันผิดๆ สุนทรภู่ก็ใช้ เช่น ยาอายุวัฒนะ ก็ใช้ว่า  ยาอายุวันชนะ  เมื่ออ่านนิราศสุนทรภู่ทุกเรื่อง จึงเห็นชัดว่าท่านใช้ภาษาชาวบ้าน ภาษาตลาดเป็นพี้น  แต่พออ่านนิราศอิเหนากลับเป็นภาษาสูง เป็นภาษาผู้ดีไป  เพราะนิราศอิเหนานั้น กรมหลวงภูวเนตรนรินทร์ฤทธิ์ พระราชโอรสรัชกาลที่ ๒ ทรงนิพนธ์ไว้  ไม่ใช่ของสุนทรภู่  นักอ่านจะต้องใช้ความสังเกตุเรื่องภาษาให้ดีด้วย

     ๙.๕. สัมผัสใน
     คำกลอนสุนทรภู่มีลักษณะพิเศษคือ มีสัมผัสใน ซึ่งกลอนสมัยนั้นไม่ถือเคร่งนัก มีแต่สัมผัสนอก  หรือสัมผัสท้ายคำกลอนเป็นสำคัญ แต่สุนทรภู่เพิ่มสัมผัสในขึ้น คำกลอนของสุนทรภู่เป็นกลอนแปดแท้ ไม่ใช่มี ๗ คำ หรือ ๙ คำ เหมือนกลอนแต่ก่อน   เช่นกลอนเสภามี ๙ คำก็มี  กลอนบทละครนอกมี ๗ คำก็มี  แต่กลอนสุนทรภู่จะมี ๘ คำ สัมผัสในสัมผัสนอก สัมผัสซ้ายสัมผัสขวา สัมผัสอักษร สัมผัสเสียงหรือสัมผัสสระ มีแพรวพราวไปหมด  เพิ่มควาไพเราะเมื่ออ่านทำนองเสนาะ (ซึ่งคนโบราณอ่านกลอนท่านอ่านออกเสียงเป็นทำนองเสนาะทั้งสิ้น)  กลอนของสุนทรภู่จึงฟังไพเราะมีจังหวะจะโคน ติดหู ติดใจคน คนจึงนิยมกลอนสุนทรภู่กันมา  นักกวีก็มาเอาอย่างสุนทรภู่ แม้แต่คำโคลงของท่านก็มีสัมผัสด้วย

     ๐ ยลย่านบ้านบุตั้ง                ดีขัน
     ขุกคิดเคยชมจันทร์               แจ่มฟ้า
     ยามยากหากปันกัน               กินซึก ฉลึกแฮ
     มีคู่ชูชื่นหน้า                          นุชปลื้มลืมเดิม 
   ๐ โคกเขียวโขดคุ่มขึ้น             เคียงเคียง
     ร่มรื่นรุกข์รังเรียง                    เรียบร้อย
     โหมหัดหิ่งหายเหียง              เห็ดหาด แห้วผล
     ยางใหญ่ยอดยื่นย้อย             โยกโย้โยนเยน
     
     ลูกศิษย์สุนทรภู่ก็แต่งโคลงมีสัมผัสในเหมือนครู คือกรมพระยาบำราบปรปักษ์ (เจ้าฟ้ามหามาลา ต้นราชสกุล มาลากุล)  แต่งโคลงทวาทศมาส มีสัมผัสใน แต่ไม่สัมผัสแพรวพราวเหมือนสุนทรภู่
     สุภาษิตสอนหญิง ที่เดิมเรียกกันว่า  "เพลงยาวสุภาษิตไทย"  ซึ่งสัมผัสกระโดดตะกุกตะกัก  บางตอนบางประโยคก็ขาดสัมผัสไปเลย อย่างนั้นไม่ใช่กลอนสุนทรภู่
     การศึกษาลักษณะกลอนนิราศสุนทรภู่  จะต้องใช้ความสังเกตุโดยละเอียด โดยเฉพาะจะต้องเป็นกวี แต่งกลอนชำนาญพอสมควร  จึงจะเข้าใจอรรถรสคำกลอนสุนทรภู่ ว่าผิดแปลกแตกต่างจากคำกลอนของกวีอื่นอย่างไร  เหมือนนักดนตรีจึงจะรู้ฝีมือนักดนตรีด้วยกัน ถ้าไม่ใช่นักดนตรีก็ไม่รู้จัก "ทาง"ของดนตรี ฉันใดก็ฉันน้ัน   ข้าพเจ้าเคยแต่งนิราศมากกว่า ๒๕ เรื่อง จึงพอรู้ว่า "ลีลา ปัญญา อารมณ์"  ของกวีคนไหนเป็นอย่างไร   เพราะลีลาปัญญาอารมณ์ของกวีแต่ละคนไม่เหมือนกัน  แม้จะแต่งกลอนในเรื่องเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น  "นครกายคำกลอน" ของกวี ๒ คน  คือของหมื่นพรหมสมพักศร (มี มีระเสน)   กับของนายภู่ จุลละภมร  แต่งในยุคสมัยเดียวกันแต่ลีลา ปัญญา อารมณ์ของกวีอันเกิดจากวิญญาณของกวีทั้งสองคนนี้แตกต่างกัน  ของนายภู่ จุลละภมร สู้ของนายมี มีระเสนไม่ได้เลย   คนที่ไม่ใช่นักกวีจะมองไม่เห็นความแตกต่าง ดังเช่นนักกวีอ่านนิราศอิเหนากับนิราศเมืองเพชรจะไม่เห็นความแตกต่าง จึงว่าเป็นของกวีคนเดียวกัน  แต่คนที่เป็นกวีเคยแต่งนิราศมาแล้วจะรู้อรรถรสได้ทันทีว่าลีลา ปัญญา อารมณ์ของกวีที่แต่งนั้นต่างกันทั้งสองเรื่อง  รู้ได้ทันทีว่าเป็นของกวีคนละคน  

    


(โปรดติดตามตอนต่อไป)
     
     

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ชีวประวัติ พระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) ตอนที่ ๘ ลักษณะคำกลอนสุนทรภู่


ลักษณะคำกลอนสุนทรภู่


     คำกลอนสุนทรภู่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคำกลอนของกวีอื่น (คำโคลงก็แตกต่างกับคำโคลงของกวีอื่น)  ถ้าเราศึกษาลักษณะคำกลอนสุนทรภู่อย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว จะเห็นลักษณะคำกลอนสุนทรภู่มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษอยู่ ๑๒ ประการ

     ๑.หลั่งไหล
     ๒.ไว้สง่า
     ๓. ภาษาตลาด    
     ๔.สัมผัสพราว
     ๕.กล่าวความหลัง
     ๖. ฟังแจ่มแจ้ง
     ๗. แสดงอุปไมย
     ๘. ใช้คำตาย
     ๙. ระบายอารมณ์
     ๑๐.คำคมสุภาษิต
     ๑๑. แนวคิดของกวี
     ๑๒. ลีลาการเดินกลอน

     ๘.๑. หลั่งไหล
     คำกลอนสุนทรภู่มีลักษณะหลั่งไหลเหมือนน้ำไหล  ไม่ติดขัด ไม่สะดุด ไม่ตะกุกตะกัก ไม่ขาดสาย ไม่มีลักษณะกลอนพาไปหรือพยายามจะพากลอนไปอย่างฝืนๆ  เหมือนกวีที่ยังไม่ชำนาญในบทกลอน  แต่มีลักษณะพุ่งไปตรงจุดหมายให้เข้าใจความได้ชัดเจนฃ

    "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์        มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
     ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด     ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน"

     ๘.๒. ไว้สง่า
     สุนทรภู่แต่งกลอนโอ่อ่า  ภูมิฐาน แบบครูกลอนครูกวี ไม่ไหว้ครู ไม่มีคำออกตัว  ไม่เคยถ่อมตัว ขึ้นต้นคำกลอนอย่างโอ่โถง

                                        "แต่ปางหลังครั้งว่างพระศาสนา
     เป็นปฐมสมมุตินิยายมา        ด้วยปัญญายังประวิงทั้งหญิงชาย
     ฉันชื่อภู่รู้เรื่องประจักษ์แจ้ง  จักสำแดงความประดิษฐ์คิดถวาย
     ตามสติริเริ่มเรื่องนิยาย         ให้เพริศพรายพริ้งเพราะเสนาะกลอน"

     ๘.๓. ภาษาตลาด
     ภาษากลอนของสุนทรภู่  เป็นภาษาชาวบ้านที่ใช้พูดกันอยู่  เป็นลักษณะกลอนตลาดแท้  ท่านไม่ใช้ภาษาสูงส่งหรือภาษษทางราชการ หรือภาษาผู้ดีอะไร  แม้คำน้ันจะพูดกันผิดๆ ท่านก็นำมาใช้  ท่านคุยเสียด้วยว่า คนที่จะแต่งกลอนตลาดได้ต้องเป็นสามัญชนอย่างท่าน  เจ้านายจะแต่งกลอนอย่างท่านไม่ได้  ทำให้พระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ละครนอกเรื่อง สังข์ทอง  ใช้ภาษาชาวบ้านบ้าง  แต่ถ้าสังเกตุให้ดีก็เป็นภาษาชาวบ้านแบบผู้ดีพูดกัน  ไม่ใช่ภาษาแบบชาวบ้านที่ชาวบ้านพูดกัน   สุนทรภู่ถนัดภาษาชาวบ้านมากกว่า เพียงแต่ไม่ใช่ภาษาหยาบคายแบบครูแจ้ง  ครูเสภาเท่านั้น  

     คำกลอนสุนทรภู่เรียกได้ว่าเป็นกลอนตลาด  ไม่ใช่กลอนสุภาพแบบกลอนของกรมหลวงภูเนตรนิรนทร์ฤทธิ์  ลูกศิษย์ของท่านในนิราศอิเหนา  นั่นเป็นคำกลอนสุภาพ  

     "แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ     ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
     รู้สิ่งใดไม่สู่รู้วิชา                        รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี"

     ท่านใช้ภาษาชาวบ้านธรรมดาจนมีคนเข้าใจความหมายผิดไปในสมัยปัจจุบันว่า "รู้รักษาตัวรอด"  กลายเป็น "เอาตัวรอดคนเดียว"  หรือรู้มากเอาเปรียบคนอื่นไป   ที่จริงวิชาทุกอย่างในโลกนี้เรียนก็เพื่อ "รักษาตัวให้รอดปลอดภัยจากอันตรายและความบาปความชั่วทุกอย่าง"   แม้วิชาพระพุทธศาสนา ก็เป็นการศึกษาเพื่อเอาตัวให้รอดจากความชั่วร้ายทั้งสิ้น  การใช้ภาษาตลาดจนกระทั่งใช้คำที่ชาวบ้านพูดกันผิดๆ ก็นำมาใช้ นีแหละคือ ลักษณะคำกลอนของสุนทรภู่

     "ยกกระบัตรคัดช้อนทุกเช้าเย็น   เมียที่เป็นท่านผู้หญิงนั่งปิ้งปลา"

     คำกลอนในนิราศเมืองแกลงนี้เป็นตัวอย่างว่าท่านใช้คำผิดแบบภาษาชาวบ้าน   คือคำว่า "คัดช้อน"  คำว่า "คัด คือ คัดคันยอ"  ได้แก่การยกยอที่ตักกุ้งริมคลอง คำว่า "ช้อน"  คือใช้ตะแกรงช้อนกุ้ง  คำว่า "คัดช้อน"  คือ ยกยอและช้อนกุ้ง  คำนี้เป็นภาษาชาวบ้านแท้ๆ  คนที่ไม่เคยเห็นการยกยอและการช้อนกุ้ง ย่อมมองไม่เห็นภาพและไม่เข้าใจ  คำว่า "เมียที่เป็นท่านผู้หญิง"   นั่นคือ เมียหลวงยกกระบัตรเมืองแกลง  ยังไม่ใช้คุณหญิง   ไม่ได้เป็นท่านผู้หญิง  แต่ชาวบ้านเรียกยกย่องเช่นน้้น   ท่านก็เอามาเรียกบ้างว่า "เมียที่เป็นท่านผู้หญิง" นั่งปิ้งปลา   นี่คือภาษาชาวบ้านหรือภาษาตลาดที่ท่านใช้ในบทกลอน 

     ๘.๔ สัมผัสพราว
     คำกลอนสุนทรภู่มีลักษณะสัมผัสนอก สัมผัสใน สัมผัสอักษร สัมผัสสระหรือสัมผัสเสียง  สัมผัสซ้าย สัมผัสขวา แพรวพราวไปหมด บางทีท่านห่วงสัมผัสเสียจนยอมให้ความอ่อนไปก็มี  บางคนจึงตำหนิคำกลอนสุนทรภู่ว่าอ่อนเยิบยาบไป แม้แต่งโคลงก็มีเสียงสัมผัสด้วย  นิราศสุพรรณบุรีนั้นคือโคลงที่มีเสียงสัมผัสผิดกับโคลงของกวีอื่น จนคนติว่าท่านแต่งโคลงสู้นิราศนรินทร์ไม่ได้  แท้จริงแล้วเป็นลักษณะพิเศษของท่านที่มีสัมผัสพราว  จนบางทีก็ถือเสียงเป็นสำคัญ จนทำให้ความอ่อนไป

     "อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ ประเสริฐสุดซ่อนใส่ไว้ในฝัก
     สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก           จึงค่อยชักเชือดพ้นให้บรรลัย"

     ๘.๕. กล่าวความหลัง 
     ชีวิตสุนทรภู่มีความรักความหลังอันฝังใจ  การแต่งกลอนทุกเรื่องท่านจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวพาดพิงถึงเรื่องความรักความหลัง  แม้แต่การแต่งสุภาษิตน่าจะมีแต่คำกลอนล้วนๆ ตรงไปตรงมา  ท่านยังแวะกล่าวถึงความหลังจนได้  "ฟ้าอาภรณ์แปลกพักตร์อาลักษณ์เดิม"  "อันหม่อมฉันที่ดีและชั่ว  ถึงลับตัวแต่ชื่อเขาลือฉาว เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองละคร"    ที่ท่านแวะกล่าวถึงความรักความหลังและความในใจได้คล่องเช่นนี้ ก็เพราะท่านเป็นกวีรุ่มรวยคำ  คิดคำกลอนได้คล่องๆปาก  นึกจะว่าอะไรก็ว่าได้  แล้วก็ต่อกลอนได้อย่างแนบเนียนเชี่ยวชาญ  ซึ่งกวีอื่นทำไม่ได้ คำกลอนสุนทรภู่จึงมีความรักความหลังอยู่ทุกเรื่องเป็นลักษณะพิเศษทีเดียว  อย่างกลอนนิราศอิเหนาน้ันเงียบเหงาที่สุด ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีความรักความหลังเลย  อย่างนี้ตัดออกไปได้ว่าไม่ใช่ของสุนทรภู่  ถ้าเป็นนิราศของท่านต้องมีคำเปรียบเปรยว่าความรักของอิเหนานี้ถึงจะลึกซึ้งอย่างไรก็ไม่เท่าความรักของท่าน  หรือกล่าวพาดพิงแวะเวียนถึงตัวท่านจนได้  คำกลอนของสุนทรภู่จะต้องมีเรื่องความหลังของท่านแฝงอยู่  แม้แต่แต่งบทเสภา  ยังมีกล่าวถึงผ้าพระราชทาน เป็นต้น  คือเอาเรื่องของท่านเข้ามาแฝงไว้ในคำกลอน

     ๘.๖. ฟังแจ่มแจ้ง
     คำกลอนสุนทรภู่ว่าแจ่มแจ้ง กระทัดรัด ชัดเจน ไม่พร่ามัว เพราะท่านพิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำ   ท่านเป็นกวีทีรุ่มรวยคำ จึงเลือกใช้คำได้อย่างเหมาะเจาะ 

     "ถึงคลองนามสามสิบสองคดคุ้ง   ขวากวุ้งเวียนซ้ายมาฝ่ายขวา
     ให้หนูน้อยคอยนับในนาวา           แต่หนึ่งมาถ้วยสามสิบสองคด
     อันคดอื่นหมื่นคดกำหนดแน่         เว้นเสียแต่ใจมนุษย์สุดกำหนด
     ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด       ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน"

     ๘.๗. แสดงอุปไมย
      สุนทรภู่ถนัดมากในเชิงอุปไมยโวหาร  คือกล่าวคำนี้ขึ้นเป็นหลักก่อน แล้วยกเอาสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบ  ให้คำที่กล่าวนี้มีน้ำหนัก  มองเห็นภาพพจน์หรือเห็นเหตุผล  สุนทรภู่ไม่เคยใช้อุปมาโวหาร  คือยกเอาสิ่งนี้ไปเปรียบเทียบสิ่งอื่น ดังเช่น สุภาษิตสอนหญิงของนายภู่ เป็นประเภทอุปมาโวหาร  แต่สุนทรภู่มักเป็นอุปไมยโวหารอันกว้างขวาง ซึ่งแต่งยากกว่า แต่แสดงภูมิของกวีที่เหนือกวี

     "ประเพณีตีงูให้หลังหัก            มันก็มักทำร้ายเมื่อภายหลัง
     จระเข้ใหญ่ไปถึงน้ำกำลัง         อันเสือขังเข้าถึงดงก็คงร้าย
     อันแม่ทัพจับได้แล้วไม่ฆ่า        ต่อภายหน้าศึกจะใหญ่ขึ้นใจหาย
     ต้องตำรับจับให้มั่นคั้นให้ตาย  จะทำภายหลังลำบากครัน"

     นี่คือ ตัวอย่างอุปไมยโวหารอันกว้างขวางของสุนทรภู่

     ๘.๘ ใช้คำตาย
     สุนทรภู่ถนัดมากในการใช้คำตายลงท้ายกลอน   ใช้ได้ไม่ติดขัดเก้อเขิน  แสดงความเป็นกวีที่ยอดเยี่ยม  หาคนเทียบไม่ได้   กวีมักอวดฝึปากกันที่ใช้คำตายนี่แหละ  เพราะแต่งยาก  การเล่นสักวาต่อกลอนกัน นักสักวามักจะลงท้ายคำตายทิ้งไว้ให้คนแต่งต่อพ่ายแพ้  แต่สุนทรภู่นั้นใช้คำตายเมื่อไร  จะได้ฟังคำกลอนดีๆ เมื่อน้ัน

     " ซึ่งครั้งนี้พี่พาเจ้ามาไว้           หวังจะได้สนทนาวิสาสะ
     ให้น้องหายคลายเคืองเรื่องธุระ แล้วก็จะรักกันจนวันตาย"

     กวีที่ใช้คำตายลงท้ายกลอน  ใช้คำสุภาพ และคำไพเราะอย่างนี้ เราจะหาคนแต่งได้ยากมาก  เกือบจะไม่มีตัวเอาเลยทีเดียว ใช้คำว่า "พี่พาเจ้ามา" แทนที่จะว่า "พี่จับเจ้ามา" กับแม่ทัพเชลยศึก  "หวังจะได้สนทนาวิสาสะ ให้น้องหายคลายเคืองเรื่องธุระ แล้วก็จะรักกันจนวันตาย" คำอย่างนี้เป็นวาจาการทูตชั้นเยี่ยม  นี่เป็นลักษณะการใช้คำตายของสุนทรภู่  ซึ่งกวีอื่นก็พยายามใช้ เช่น นายภู่ ธรรมทานาจารย์ แต่คำกลอนก็ตะกุกตะกักเต็มที เพราะฝีมือคนละชั้น 

     ๘.๙ ระบายอารมณ์
     กวีบางคนแต่งกลอนได้แต่เป็นกลอนที่แข็งทื่อ  ไม่อ่อนหวานและไม่มีอารมณ์  กวีบางท่านแต่งกลอนได้ไพเราะทางอักษรศาสตร์ แต่ขาดอารมณ์กวี  กวีบางท่านแต่งกลอนไพเราะดีมีอารมณ์ แต่อารมณ์ของกวีน้ันต่างกัน  คำกลอนสุนทรภู่นั้นอบอวลด้วยอารมณ์ศิลปิน  ทำให้มีชีวิตชีวา เข้าใจคน กินใจคน เพราะระบายอารมณ์ที่แท้จริงออกมา  ไม่ใช่แกล้งเสแสร้งว่าจนฟังดูรู้สึกว่าดัดจริตไป  สุนทรภู่ฝากอารมณ์ไว้ในคำกลอนเสมอ  อารมณ์สุนทรภู่ คืออารมณ์รัก อารมณ์หลง อารมณ์สงสาร อารมณ์น้อยใจในโชคชะตาของตนเอง  
     
     "นิจจาเอ๋ยกายเราก็เท่านี้              ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
     ล้วนหนาเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ  เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา"

     นอกจากจะอบอวลอยู่ด้วยอารมณ์  สุนทรภู่ยังเข้าใจพูดเปรียบเทียบให้มองเห็นภาพพจน์ด้วย เราจึงมองเห็นความทุกข์ ๕๐ เปอร์เซนต์ของสุนทรภู่ เหมือนว่ามีความทุกข์ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ไปอย่างคำกลอนข้างบนนี้  ทำให้เราแลเห็นว่าสุนทรภู่ตกยากเสียจนเที่ยวเร่ร่อนอยู่อาศัยเรือลอย  ซึ่งที่จริงท่านก็บวชอยู่วัดหลวงตลอดมาถึง ๔ วัด มีเจ้านายอุปถัมภ์มาโดยตลอด  วัดอรุณ วัดพระเชตุพนฯ วัดราชบูรณะ วัดเทพธิดา   วัดเจ้านายอุปถัมภ์มาโดยตลอด  แต่อารมณ์ศิลปินนั่นแหละประกอบกับช่างเปรียบเปรย  ทำให้บทกลอนของท่านอบอวลอยู่ด้วยอารมณ์ของศิลปิน  เหมือนนักพูดนักแสดงละครสวมบทบาทเข้าถึงอารมณ์เต็มที่ เล่นเอาคนฟังเคลิบเคลิ้มไปนึกว่าเรื่องจริง  ลักษณะคำกลอนสุนทรภู่เป็นเช่นนั้น

     ๘.๑๑ คำคมสุภาษิต
     กวีเป็นที่รวมของสุภาษิต  คำกลอนของสุนทรภู่  จะสอดแทรกอยู่ด้วยคำสุภาษิตเสมอ   ทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์ คำคมสุภาษิตของท่านมักจะกินใจคน  เพราะท่านช่างสังเกตุความจริงของชีวิต  แล้วผูกเป็นถ้อยคำขึ้นอย่างกระทัดรัด สอดคล้องกันทั้งถ้อยคำสำนวน  แต่งเป็นคำกลอนขึ้นอย่างไพเราะ

   "อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก  แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
อันเจ็บอื่นหมื่นแสนยังแคลนคลาย  เจ็บจนตายก็เพระเหน็บให้เจ็บใจ"

     ๘.๑๒ แนวคิดของกวี
     แนวคิดของกวีย่อมแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของชีวิต  การศึกษา และการสังคมของกวี รวมทั้งโชคชะตาของกวีด้วย  แนวคิดของสุนทรภู่คือความไม่แน่นอน  ความไม่ซื่อตรงของมนุษย์ และวาจาของคนเรานั้นก่อให้เกิดคุณและโทษได้   ช่างพูดไม่มีใครเขาต้องการ เขาต้องการแต่ช่างฝีมือ 
"จะรักชังทั้่งสิ้นเพราะสิ้นพลอด  เป็นอย่างยอดแล้วพระองค์อย่าสงสัย
อันช่างปากยากที่จะมีใคร          เขาชอบใช้ช่างมือออกอื้ออึง"

"จงโอบอ้อมถ่อมถดพระยศศักดิ์ ถ้าสูงนักแล้วก็เขาเข้าไม่ถึง 
ครั้นต่ำนักมักจะผิดคิดรำพึง       พอก้ำกึ่งกลางนั้นขยันนัก" 

     ๘.๑๒ ลีลาการเดินกลอน
     คำกลอนนั้นคือความคิดของกวี  คำกลอนคือมโนธรรมของกวี คำกลอนจึงบอกความรู้สึกนึกคิดที่เป็น อหังการ มมังการ ของกวี ที่รู้สึกอยู่ในจิตใต้สำนึกว่าตนเป็นตัวกู ของกู อยู่อย่างไร  กวีบางคนก็รู้สึกว่าตัวยังต่ำต้อย  ไม่ค่อยเก่งกาจสามารถอะไรนัก  ไม่มั่นใจในตัวเองจึงต้องไหว้ครู แต่งกลอนตามแบบครู เดินกลอนไปตามแบบแผน มีการถ่อมตัวจากใจจริง  ยึดเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครูอาจารย์เป็นที่พึ่ง  แต่สุนทรภู่นั้นมีอหังการ มมังการสูงในทางบทกลอน จึงว่ากลอนอย่างโอ่โถง  ไว้สง่า ภาคภูมิ เชื่อมั่นในตัวเองอย่างเต็มที่  แต่งกลอนฉาดฉาน เดินกลอนอย่างสง่า

                                                  "สุุนทรทำคำประดิษฐ์นิมิตรฝัน
  พึ่งพบเห็นเป็นวิบัติมหัศจรรย์    จึงจดวันเวลาด้วยอาวรณ์
  แต่งไว้เหมือนเตือนใจจะให้คิด ในนิมิตรเมื่อภวังค์วิสังหรณ์
  เดือนแปดจันทร์ทิวาเวลานอน   เจริญพรภาวนาตามบาลี"

     ไม่มีใครเดินกลอนได้สง่าเหมือนสุนทรภู่เลย  จะกล่าวอะไรก็กล่าวฉาดฉาน  แสดงความรู้ประกอบไว้อย่างผ่าเผยไม่มีอ้อมค้อม

 " ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า   พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี
ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี    ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว"

     นิราศภูเขาทองนี้แต่งเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๑ ว่าพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานนามเมืองปทุมธานี นิราศเมืองเพชร ก็กล่าวถึงพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่า 

   "สาธุสะพระนอนสิขรเขา           พระพุทธเจ้าหลวงสร้างแต่ปางหลัง
   ยี่สิบวาฝากั้นเป็นบัลลังก์           ดูเปล่งปลั่งปลื้มใจกระไรเลย"

     นิราศเมืองเพชรแต่งเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๐ กล่าวว่าพระพุทธไสยาสน์ที่ข้างเขาวัง พระพุทธเลิศหล้าฯ สร้างไว้ ยาวยี่สิบวา แสดงความรู้ไว้ชัดเจนเป็นหลักฐานยืนยันความจริงได้  นี่คือลักษณะคำกลอนของสุนทรภู่  ที่บอกด้วยความมั่นใจไม่อ้อมแอ้ม  ซึ่งกวีอื่นจะไม่กล่าวถึงประวัติโบราณสถานวัตถุ  หรือประวัติบ้านเมืองเหมือนสุนทรภู่  ลักษณะนิราศของสุนทรภู่ เป็นประเภท"บรรยายโวหาร"  เหมือนสารคดีท่องเที่ยว แต่งไว้เป็นคำกลอน ไม่ใช่ประเภท "พรรณาโวหารไ  เหมือนนิราศนรินทร์ ทึ่พรรณาแต่ความรักความอาลัยอย่างเดียว ไม่บรรยายภูมิประเทศเหตุการณ์อะไรเลย  
(โปรดติดตามตอนต่อไป)