วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ชีวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) ตอน ข้อเท็จจริงบางประการ


๑๐. ข้อเท็จจริงบางประการ

     เรื่องแรกคือ งานกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่  บัดนี้เรามีหลักฐานค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า  ท่านแต่งเรื่องอะไร แต่งเมื่อไร แต่งที่ไหน แต่งให้ใคร ดังต่อไปนี้คือ
     ๑. นิทานเรื่องโคบุตร  เป็นนิทานชาดก แต่งเมื่ออยู่วัดอรุณราชวราราม  แต่งถวายพระองค์เจ้าปฐมวงศ์  ประมาณ พ.ศ. ๒๓๔๗ สุนทรภู่อายุ ๑๘ ปี
     ๒. นิราศเมืองแกลง  นิราศเรื่องแรก แต่งเมื่อเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง แต่งให้นางจันทร์ คนรักคนแรก  เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๓๕๐  อายุ ๒๑ ปี
     ๓. นิราศพระบาท นิราศเรื่องที่สอง  แต่งเมื่อเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาท ที่เมืองสระบุรี โดยเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ เมื่อวันที่  ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๕๐ กลับถึงวัดอรุณฯ เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๕๐ แต่งให้นางจันทร์เมื่ออายุ ๒๑ ปี แต่งเมื่ออยู่วัดอรุณฯ 
     ๔. นิราศเมืองเพชร แต่งเมื่อเดินทางอาสาพระปิ่นเกล้าฯ ครั้งยังทรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ  กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เมื่อพ.ศ.๒๓๗๐ กล่าวถึงขุนแพ่งเพื่อนรักที่ไปตายในคราวศึกลาวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เมื่อพ.ศ. ๒๓๖๙ ว่าได้บังสกุลให้ ตอนนี้ท่านบวชเป็นพระแล้ว อายุได้ ๔๑ ปี อยู่วัดพระเชตุพนฯ
     ๕. นิราศภูเขาทอง  แต่งเมื่อเดินทางไปแสวงหาทรัพย์สมบัติตามลายแทง  เมื่อพ.ศ.๒๓๗๑ อายุได้ ๔๒ปี แต่งเมื่ออยู่วัดราชบูรณะ
     ๖. นิราศสุพรรณคำโคลง  แต่งเมื่อพ.ศ.๒๓๘๔ ไปแสวงหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่เมืองสุพรรณบุรี  บอกไว้ในรำพรรณพิลาปว่าไปสุพรรณเมื่อปลายปีฉลู  แต่งฝากฝีมือว่าสามารถแต่งโคลงได้ไพเราะด้วย  มีแบบแผนโคลงต่างๆ บอกไว้ด้วย  ตอนนี้อายุ ๕๕ ปี แต่งเมื่ออยู่วัดเทพธิดา  เรื่องนี้แต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ กล่าวถึง "ดอกฟ้า"ไว้
     ๗. เพลงยาวรำพรรณพิลาป เป็นเพลงยาวสังวาส แต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ(พระองค์เจ้าหญิงวิลาศ)  พระธิดาพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่งเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๘๕  อายุได้ ๕๕ ปี แต่งเมื่ออยู่วัดเทพธิดา
     ๘. เพลงยาวสวัสดิรักษา  แต่งถวายกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระเจ้าน้องยาเธอในพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งสุนทรภู่คาดว่าเป็น "พระหน่อบพิตรอิศรา"  มีสิทธิืจะได้ครองราชสมบัติต่อไป  จึงแต่งเพลงยาวถวาย หวังจะพึ่งบุญแล้วสุนทรภู่ก็ได้พึ่งบุญจริงๆ ได้รับแต่งตั้งเป็น  พระสุนทรโวหาร จางวางกรมพระอาลักษณ์ของพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในภายหลัง  แต่งเมื่ออยู่วัดเทพธิดา  เพราะสำนวนกลอนขึ้นต้นคล้ายกับเพลงยาวรำพรรณพิลาป ตอนแต่งอายุได้ ๕๕ ปี แต่งเมื่ออยู่วัดเทพธิดา  
    ๙. เพลงยาวถวายโอวาท   แต่งถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์กับเจ้าฟ้ามหามาลา พระราชโอรสในพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  แต่งเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๗๒ แต่งเมื่ออยู่วัดราชบูรณะ อายุได้ ๔๓ ปี บอกไว้ว่า "ในวันนั้นวันอังคารพยานอยู่ ปีฉลูเอกศกแรมหกค่ำ"   คือปีที่เจ้าฟ้าสององค์ได้เข้ามาถวายตัวเป็นศิษย์ ก็คงแต่งประมาณปีนั้นเอง
     ๑๐. นิราศพระปธม แต่งเมื่อเดินทางไปมนัสการพระปฐมเจดีย์เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๘๕  หลังจากแต่งเพลงยาวรำพรรณพิลาปถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ปลายปีก็เดินทางไปนครปฐม นิราศพระปธมแต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ บอกไว้ว่า "อนึ่งน้อมจอมนิกรอัปศรราช บำรุงศาสนสงฆ์ทรงสิกขา จงไพบูลย์พูนสวัสดิ์วัฒนา ชนมาหมื่นแสนอยาแค้นเคือง"   แต่งถวายเพื่อขออโสหิกรรมที่บังอาจแต่งเพลงยาวรำพรรณพิลาปไปเกี้ยวเจ้าหญิง   
     ๑๑. พระอภัยมณี  แต่งถวายเจ้าฟ้ามงกุฎ กับเจ้าฟ้าจุฑามณี เมื่อบวชอยู่วัดราชบูรณะ และแต่งถวายเจ้านายแสนสวยคือ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เมื่ออยู่วัดเทพธิดา ระหว่างพ.ศ.๒๓๗๑ ถึง พ.ศ. ๒๓๘๕ คือระหว่างเวลาที่อยู่วัดราชบูรณะกับวัดเทพธิดา 
     ๑๒. สิงหไตรภพ แต่งถวายพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่ออยู่วัดพระเชตุพนฯ ระหว่างพ.ศ. ๒๓๖๘ ถึง พ.ศ.๒๓๗๐  ตอนที่ทรงพระยศเป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรคื  พระเจ้าน้องยาเธอ  ในรัชกาลที่ ภ เจ้านายพระองค์นี้โปรดทางการช่างและการเล่นต่างๆ  คือมีฤทธิ์เดชคล้ายๆ พระสิงหไตรภพ (ทรงเล่นมวยปล้ำ ตีกระบี่กระบอง  ขี่ม้าเทส ขี่ช้าง )


     ข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่ง คือเมืองต่างๆที่สุนทรภู่ไป ปรากฎหลักฐานในบทกวีของท่าน 
     ๑. เมืองแกลง  เมื่อพ.ศ.๒๓๕๐  ตามนิราศเมืองแกลง 
     ๒. เมืองสระบุรี เมื่อพ.ศ. ๒๓๕๐ฟ ตามนิราศพระบาท  แล้วไปอีกครั้งบอกไว้ในรำพรรณพิลาปว่าไปเขาม้าวิ่ง
     ๓. เมืองเพชรบุรี ไปเมื่อพ.ศ. ๒๓๕๒ จนถึงพ.ศ.๒๓๕๖ อาศัยอยู่กับหม่อมบุนนาค พระชายาในวังหลัง  สุนทรภู่มีมิตรสหายและลูกศิษย์ในเมืองเพชรบุรีมาก บอกว่า "ศิษย์หามากันอึง"  หม่อมบุนนาคก็เข้าใจว่าเป็นชาวเพชรบุรี  สุนทรภู่ไปเมืองเพชรบุรีมากกว่า ๒ คร้ัง แต่ไม่ได้แต่งนิราศไว้ หรือต้นฉบับสูญหายไปเสียคร้ังหลังเมื่อสุนทรภู่ไปเมืองเพชรบุรี ปีพ.ศ.๒๓๗๐  นิราศเมืองเพชรบอกว่า ขุนแพ่งเพื่อนกันตายในคราวศึกลาวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์  ปี พ.ศ.๒๓๖๙  ท่านจึงได้บังสกุลให้  ตอนนี้ท่านบวชอยู่วัดพระเชตุพน ฯ   อาสากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ไปหาของดีที่เพชรบุรี  เมืองนี้มีพระอาจารย์อาคมขลังแต่โบราณ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ท่านทรงแสวงหาเครื่องเล่นของท่านหลายอย่าง  ทางช่าง ทางดนตรี แสวงหาของขลัง  
     ๔. เมืองสุพรรณบุรี  เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๕ คราวที่แต่งนิราศสุพรรณคำโคลง ว่าไปจำพรรษาที่วัดในอำเภอสองพี่น้อง  สุนทรภู่น่าจะไปสุพรรณบุรีหลายคร้ัง
     ๕. เมืองกาญจนบุรี  บอกไว่าว่าเคยไป "กาญจนบุรีที่เกรี่ยง ฟังแต่เสียงสีห์ชนีหนาว"  คราวหลังสุดไปพระแท่นดงรัง เมืองกาญจนบุรี  พร้อมเณรกลั่น เมื่อพ.ศ.๒๓๘๘  ตอนนี้ยังบวชอยู่วัดสระเกศ  มีหลักฐานยืนยันอยู่ในนิราศพระแท่นดงรัง 
      ๖.อยุธยา ไปภูเขาทอง  เมื่อปีพ.ศ.๒๓๗๑ แล้วก็ไปวัดเจ้าฟ้าพระกลาโหม คือวัดใหญ่ไชยมงคล เมื่อพ.ศ.๒๓๗๙ ที่เณรพัดแต่งนิราศวัดเจ้าฟ้าไว้  ตอนนี้ท่านบวชอยู่วัดราชบูรณะและวัดพระเชตุพน
     ๗. พิษณุโลก  บอกไว้ในรำพรรณพิลาปว่า  "พิษณุโลกลายแทงแสวงหา"  ท่านเป็นคนลุ่มหลงเล่นลายแทง เล่นแร่แปรธาตุ หายาอายุวัฒนะ  กินแล้วเป็นหนุ่มได้  แสวงหาของขลัง ตามประสาคนสมัยนั้นที่ลุ่มหลงทางนี้กัน  จึงอาสาไปหาของดีที่เมืองเพชรบุรีให้เจ้านาย   
    ๘. นครปฐม คราวที่ไปนมัสการพระปฐมเจดีย์เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๘๕  แล้วแต่งนิราศพระปธมถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ  ไว้เป็นเรื่องสุดท้ายนั่นแหละ  หลังจากนี้ก็ไม่แต่งนิราศอีกเลย  ไปพระแท่นดงรังเมื่อพ.ศ.๒๓๘๘ก็ไม่แต่งนิราศ เณรกลั่น ลูกศิษย์จึงแต่งแทนครู  เณรกลั่นนี้เป็นลูกนายจ่ายวด (แก้ว)  ซึ่งเป็นมหาดเล็กอยู่ในรัชกาลที่ ๓ แล้วไปตายเสียคราวศึกเจ้าอนุวงศ์ เมื่อพ.ศ.๒๓๖๙  เณรกลั่นจึงเป็นกำพร้าอยู่กับย่า  ซึ่งเป็นท่านผู้หญิงชื่อจำรัส ภรรยาพระยาสุรเสนา (ฉิม)  (บิดาเจ้าจอมน้อย สุหรานากง พระสนมในรัชกาลที่ ๓ ผู้สร้างวัดคอกหมู แล้วได้รับพระราชทานนามว่า  วัดอัปสรสวรค์  เณรกลั่นคนนี้ได้ทำหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับสุนทรภู่ไว้ว่า เมื่อพ.ศ.๒๓๘๘ สุนทรภู่ยังบวชอยู่วัดสระเกศ  เดินทางไปพระแท่นดงรังพร้อมกัน และว่าสุนทรภู่เป็นพระสุปฎิปันโน เมื่อไปพระแท่นดงรัง สุนทรภู่อายุ ๔๙ ปี  เณรกลั่นอายุ ๒๔ปี

     อีกเรื่องคือ วงศ์วานของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองไหนกันแน่  จากนิราศเมืองแกลง เรารู้ว่าสุนทรภู่มีวงศ์ญาติอยู่ที่เมืองแกลง  ท่านบอกไว้ในคำกลอนว่า 
      "ก็เลยลาปิตุรงค์ทั้งวงศ์วาน ออกจากย่านบ้านกร่ำซ้ำวิโยค กำสรดโศกเศร้าหมองถึงสองหลาน เมื่อไข้หนักรักษาพยาบาล แต่นี้นานจะได้มาเห็นหน้ากัน"  แสดงว่าวงศ์ญาติของสุนทรภู่อยู่ที่เมืองแกลง  จนกระทั่งคุณเสวตร เปื่ยมพงศ์สานต์ ได้สร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ไว้ที่นั่น  

     เมื่อปี ๒๕๒๙ ปีครบรอบ ๒๐๐ ปีสุนทรภู่  คุณล้อม เพ็งแก้ว อาจารย์วิทยาลัยครูเพชรบุรี ได้พบนิราศเมืองเพชร สำนวนใหม่ว่า

    "มาลงเรือเมื่อจะล่องแรมสองค่ำ  ต้องไปล่ำลาพราหมณ์ตามวิสัย
ไปวอนว่าท่านยายคำให้นำไป  บ้านประตูไม้ไผ่แต่ไรมา  เป็นถิ่นฐานบ้านพราหมณ์รามราช  ล้วนโคตรญาติย่ายายฝ่ายวงศา   เทวสถานศาลสถิตย์อิศรา  เสาชิงช้ายังเห็นเป็นสำคัญ  ทั้งโบสถ์บ้านสถานที่ยังมีอยู่  แต่ท่านผู้ญาติกานั้นอาสัญ  เพราะกรุงแตกแยกย้ายพรัดพรายกัน  จนสิ้นพันธุ์พงศาเอกากาย  ที่เหล่ากอหลอเหลือในเนื้อญาติ  เป็นเชื้้อชาติชาวเพชรบุรียังมีหลาย  แต่สิ้นบุญปู่ย่าพวกตายาย  ญาติทั้งหลายมิได้รู้เรื่องบูราณ  แต่ตัวเราเข้าใจได้ไต่ถาม  จึงแจ้งความเทือกเถาถึงอวสาน   จะบอกเล่าเผ่า่พงศ์พวกวงศ์วาน  ก็เกรงท่านทั้งหลายจะอายครัน  จึงกรวดน้ำรำพึงไปถึงญาติ   ซึ่งสิ้นชาติชนมาม้วยอาสัญ  ขอกุศลผลส่งให้พงศ์พันธุ์   สู่สวรรค์นฤพานสำราญใจ ...."

     เมื่ออ่านดูทีแรกก็อยากจะเชื่อว่าเผ่าพงศ์สุนทรภู่เป็นชาวเพชรบุรีแล้วอพยพหนีพม่าไปอยู่ทางเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก เหมือนชาวเพชรบุรีอพยพมาอยู่เมืองสมุทรสงครามเป็นจำนวนมาก  แต่เมื่ออ่านทบทวนไปมาก็กริ่งใจว่าจะยังไงอยู่  สุนทรภู่คุ้นเคยกับเมืองเพชรบุรี  ไปไหนก็มีคนรู้จัก  ลูกศิษย์ลูกหาก็มาก  คนรัก็มีตั้งหลายคนตามที่พรรณนาไว้ในนิราศ  แต่เหตุไฉนเล่าตอนจะลากลับ   จึงต้องไปไหว้วอนว่ายายคำให้พาไปหาพราหมณ์  บอกว่าญาติมีมาก แต่ญาติไม่รู้  "จะบอกเล่าเผ่าพงศ์พวกวงศ์วาน ก็เกรงท่านทั้งหลายจะอายครัน"   ทำไมจึงต้องกลัวญาติอายด้วย  ท่านก็เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง   เป็นกวีคนสำคัญเช่นนั้น   สุนทรภู่ไม่ใช่คนต่ำต้อยจนไม่กล้าลำดับญาติ ท่านทรนงตัว ท่านมีอหังการอยู่เต็มตัว  


      การเขียนประวัติสุนทรภู่ต้องว่ากันตามหลักฐานที่ชัดแจ้ง  ไม่ควรว่าตามคำเขาว่า   แม้คำเขาว่านั้นจะปรากฎอยู่ในนิราศเมืองเพชรที่พบใหม่  ควรจะพิสูจน์ว่าเป็นสำนวนกลอนสุนทรภู่แท้จริงหรือมีผู้แต่งต่อเติมขึ้นภายหลัง

     เรื่องกวีแต่งต่อเติมบทกวีของเก่าขึ้นใหม่นั้น  มีมาทุกยุคทุกสมัย ขอยกตัวอย่าง  เรื่องกาพย์สังข์ศิลปชัย ที่เรียกกันว่า สังข์ศิลปชัยกลอนสวด มีอยู่ถึง  ๕ ฉบับทึ่สำนวนแตกต่างกัน  บางฉบับมีผู้แต่งต่อเติมไว้ เป็นสำนวนใหม่ในกรุงเทพฯนี่เอง  ไม่ใช่สำนวนกรุงเก่า  (ตอนที่แต่งต่อเติมนี้ยืดยาว สำนวนดีเสียด้วย  เข้าใจว่าเป็นสำนวนของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) เรื่องท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ที่ว่าเป็นสำนวนคร้ังกรุงสุโขทัยน้ัน  ที่จริงคือสำนวนของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  หรือภาษิตพระร่วงที่นับถือกันว่าพระร่วงเจ้าครั้งกรุงสุโขทัยแต่งนั้น  ที่จริงคือพระนิพนธ์ของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เรื่องขุนช้างขุนแผนก็มีหลายสำนวน สำนวนครูแจ้งนักเลงเพลงเสภานั้นรสชาดถึงพริกถึงขิงนัก  จนกรมสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพทรงตัดออกเสียหมด เอาสำนวนคนอื่นมาใส่แทน  คำกลอนสุนทรภู่เรื่องลักษณ์วงศ์  สุนทรภู่แต่งไว้ ๙ เล่มสมุดไทย แต่มีกวีอื่นแต่งเติมอีกยืดยาวถึง  ๓๐ สมุดเล่มไทย     
   
      ข้อสะดุดใจที่แรงที่สุดคือ  สุนทรภู่ไปเมืองเพชรบุรีปีพ.ศ. ๒๓๗๐ นั้น ท่านบวชเป็นพระอยู่ ถึงแก่สวดบังสกุลให้ขุนแพ่งเพื่อนรัก  แต่เหตุไฉนจึงเที่ยวไปลาพราหมณ์เมืองเพชรเล่า   สุนทรภู่ไม่รู้หรือว่า พระสงฆ์เป็นอุดมเพศ ส่วนพราหมณ์เป็นหินเพศ  พระมีศีล  พราหมณ์ไม่มีศีล  สุนทรภู่จะเที่ยวลาพราหมณ์เชียวหรือ   พราหมณ์ชั้่นพระราชครูพราหมณ์ในราชสำนัก สุนทรภู่ก็มิได้อ่อนน้อม  อย่าว่าแต่พราหมณ์เลย กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระเจ้าลูกเธอแท้ๆ  สุนทรภู่ยังไม่อ่อนน้อมจนเกิดเรื่องต้องหนีราชภัย คนที่เที่ยวลาพราหมณ์ ต้องไหว้วานยายคำไปร่ำลาพราหมณ์นั้น  คงไม่ใช่สุนทรภู่  คงเป็นกวีชาวเมืองเพชรเสียมากกว่า   คงเป็นกวีรุ่นหลังสุนทรภู่ในสมัยรัชกาลที่่ ๔

     นิราศเมืองเพชรสำนวนนี้ จึงเข้าใจว่าเป็นสำนวนกลอนของนักกวีเมืองเพชรแต่งต่อเติมไว้แทรกเข้าไว้เป็นสำนวนใหม่  เพราะสมัยน้ันไม่ถือกัน  นักกวีชอบแต่งต่อเติมบทกวีเก่ามาตลอดตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว  กวีคนนี้เป็นชาวเมืองเพชรบุรี มีญาติอยู่ในเมืองเพชรบุรีมาก   แต่จากบ้านไปนานแล้ว  และตัวเองก็ไม่ได้โด่งดังอะไร คงเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย  แต่มีความชำนาญทางบทกลอนอยู่ จึงแต่งต่อเติมให้เป็นสำนวนของตนเอง  จะบอกเล่าชาวเมืองเพชรว่าเป็นญาติก็ยังอาย   กลัวญาติจะอาย เพราะคนเมืองเพชรเป็นคนถือศักดิ์ศรีอยู่  กวีคนนี้คงไม่ได้บวชอยู่  จึงเที่ยวไปลาพราหมณ์ จะไปเองก็ไม่กล้า  ต้องไหว้วานให้ยายคำนำไป  จึงขอตั้งเป็นข้อสันนิษฐานไว้ 


    
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ชึวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) ตอน ลักษณะนิราศสุนทรภู่


๙. ลักษณะนิราศสุนทรภู่

     ถ้าเราศึกษาวรรณคดีอย่างชนิดที่เรียกว่า วรรณคดีวิจารณ์  วรรณคดีวิจัย วรรณคดีวิเคราะห์  สามอย่างนี้ให้ครบถ้วนกระบวนความของการศึกษาแล้ว  เราจะเห็นลักษณะคำกลอนนิราศของสุนทรภู่อย่างชัดแจ้ง ๕ ประการคือ 

     ๑. โวหารกวี
     ๒. คำขึ้นต้น
     ๓. ความหลัง
     ๔. ภาษาตลาด
     ๕. สัมผัสใน

     ขออธิบายขยายความให้เข้าใจตรงกันคือ

     ๙.๑. โวหารกวี 
     กวีหรือนักประพันธ์นั้นมักจะถนัดในการใช้โวหารต่างกัน ทั้งนี้สุดแล้วแต่ปัญญาอารมณ์และความชัดเจนของกวี  โวหารมีอยู่ ๖ อย่างคือ
     ๑. พรรณนาโวหาร  โวหารในการพรรณนาความในใจออกมา
     ๒. บรรยายโวหาร  โวหารในการบรรยายภาพพจน์ให้เห็นสิ่งภายนอก
     ๓. เทศนาโวหาร โวหารในการแสดงเหตุผลต้นปลายให้เห็นจริง
     ๔. สาธกโวหาร โวหารในการยกแบบอย่างขึ้นมาแสดงให้เห็น
     ๕. อุปมาโวหาร โวหารในการยกเอาสิ่งนี้ไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น
     ๖.อุปมาโวหาร โวหารในการยกเอาสิ่งนี้ไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น
     ๗.อุปไมยไวหาร โวหารในการยกเอาสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบกับสิ่งนี้
     
     นิราศสุนทรภู่ทุกเรื่อง คือบรรยายโวหาร  บรรยายให้เห็นภูมิประเทศบ้านเมิองไปตลอดการเดินทาง  เป็นแบบนิราศสมัยใหม่ซึ่งมีผู้เอาแบบอย่างต่อมาจนทุกวันนี้  ผิดกับนิราศนรินทร์อย่างชัดเจน  เพราะนิราศนรินทร์นั้นเป็นนิราศพรรณนาโวหาร  รำพันถึงแต่ความรักความอาลัยอย่างเดียว  อ่านตั้งแต่ต้นจนจบก็มืดมนเต็มทีในเรื่องการเดินทางไปอย่างไร สภาพบ้านเมืองเป็นอย่างไร มีการเคลือนไหวอย่างไรมองไม่เห็นภาพเลย  ทั้งนี้เพราะกวีผู้แต่งเรื่องนี้ ท่านเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน คือ กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์  ท่านเดินทางไปท่ามกลางข้าราชบริพารแวดล้อม  ไม่ได้สัมผัสกับผู้คนรายทาง   ไม่ค่อยได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมเหมือนอย่างสุนทรภู่  ทำให้นิราศสองเรื่องคือ นิราศสุพรรณกับนิราศนรินทร์แตกต่างกันโดยโวหารกวี

     ๙.๒ คำขึ้นต้น
     คำขึ้นต้นนิราศก็แตกต่างกัน  คำขึ้นต้นนิราศของสุนทรภู่ จะขึ้นต้นตัดตรงแน่วออกไปเลย ไม่มีอืดอาดล่าช้า ไม่มีพิธีรีตอง  แต่เป็นลักษณะโอ่อ่า ลีลาแบบครูกวีอยู่ในเชิง เรียกว่าเป็นมาดของครูกวี ดังตัวอย่างต่อไปนี้

     ๑. นิราศเมืองแกลง (พ.ศ.๒๓๕๐)
     ๐ โอ้สังเวชวาสนานิจจาเอ๋ย
     จะมีคู่มิได้อยู่ประคองเชย
     ต้องละเลยดวงใจไวไกลตา 

     ๒. นิราศพระบาท(พ.ศ.๒๓๕๐)
     ๐ โอ้อาลัยใจหายไม่วายห่วง
     ดั่งศรศักดิ์ปักซ้ำระกำทรวง
     เสียดายดวงจันทราพงางาม

     ๓.นิราศเมืองเพชร(พ.ศ.๒๓๗๐)
     ๐ โอ้รอนรอนอ่อนแสงพระสุริยฉาน
     ท้องฟ้าคล้ำน้ำค้างลงพร่างพราย
     พระพายชายชื่นเชยรำเพยพาน

     ๔. นิราศภูเขาทอง (พ.ศ.๒๓๗๑)
     ๐ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา
     รับกฐินภิญโญโมทนา
     ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย

     ๕. นิราศประปธม (พ.ศ.๒๓๘๕)
     ๐ ถวิลวันจันทร์ทิวาขึ้นห้าค่ำ
     ลงนาวาคลาเคลื่อนออกเลื่อนลำ
     พอเสียงย่ำยามสองกลองประโคม

     ๖. นิราศสุพรรณ (พ.ศ.๒๓๘๔)
     ๐ เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า              ดาดาว
     จรูญจรัสรัศมีพราว                     พร่างฟ้า
     ยามดึกนึกหนาวหนาว                เขนยแนบ แอบเอย
     เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อยเยือกฟ้า         พาหนาว 

     ๗. เพลงยาวรำพรรณพิลาป(พ.ศ.๒๓๘๕)
     ๐ สุนทรทำคำประดิษฐ์นิมิตรฝัน
     พึ่งพบเห็นเป็นวิบัติมหัศจรรย์
     จึงจดวันเวลาด้วยอาวรณ์

     ๘. เพลงยาวโลกนิติคำกลอน (พ.ศ.๒๓๘๙)
     ๐ มานี่แน่เจ้าหนูดูสารสอน
     จงจำไว้ไปข้างหน้าจะถาวร
     เหมือนอาภรณ์เครื่องประดับสำหรับกาย 

     ๙. เพลงยาวถวายโอวาท(พ.ศ.๒๓๗๖)
     ๐ ควรมิควรจวนจะพรากจากสถาน
     จึงเขียนความตามใจอาลัยลาน
     ขอประทานโทษาอย่าราคี

     ๑๐. เพลงยาวสวัสดิรักษา(พ.ศ. ๒๓๘๔)
     ๐ สุนทรทำคำสวัสดิรักษา
     ถวายพระหน่อบพิตรอิศรา
     ตามพระบาลีเฉลิมให้เพิ่มพูน

     ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า สุนทรภู่ไม่ได้ขึ้นต้นคำกลอนว่า "นิราศ" เหมือนคนอื่น เพราะสมัยนั้นยังเรียกนิราศว่า "เพลงยาวนิราศ" (เพลงยาวที่จากไป)  เรียกคำกลอนที่แต่งอยู่กับที่ว่า "เพลงยาวสังวาส" เช่น เพลงยาวทีแต่งโต้ตอบกันระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว  ถ้าแต่งสุภาษิตคำกลอน เรียกว่า "เพลงยาวสุภาษิต"   นิราศที่ขึ้นต้นคำกลอนว่า "นิราศ"  เช่น "นิราศร้างห่างเหเสน่หา"  หรือ "นิราศรักอาลัยอาลัยหวน"  อย่างนี้ไม่ใช่ฝีปากสุนทรภู่  เพราะขาดลักษณะโอ่อ่าไว้สง่า  และคำว่า  "นิราศ" พึ่งใช้กันรุ่นหลังสุนทรภู่  แม้นายมีแต่งนิราศสมัยสุนทรภู่ ก็ไม่ขึ้นต้นว่า "นิราศ"  มหาฤกษ์แต่งนิราศพระปธมเรื่องแรก ก็ไม่ขึ้นต้นว่า "นิราศ"  ขึ้นต้นแบบสุนทรภู่ว่า "มหาฤกษ์จะนิวาสสวาทศรี  ไปบังคมพระปฐมเจดีย์" นิราศที่ขึ้นต้นว่า"นิราศ"นั้นตัดออกไปได้ว่า ไม่ใช่ของสุนทรภู่ 

     ๙.๓ ความหลัง
     นิราศของสุนทรภู่ทุกเรื่องจะกล่าวถึงความรักความหลัง อดอยู่ไม่ได้เลยเป็นลักษณะพิเศษ  นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศเมืองเพชร นิราศภูเขาทอง นิราศพระปธม นิราศสุพรรณ  ล้วนแต่กล่าวถึงความรักความหลังทุกเรื่อง  แม้แต่เพลงยาวถวายโอวาท  เพลงยาว
สวัสดิรักษา    ก็กล่าวไว้พอรู้ว่าท่านสุนทรภู่แต่ง  "สุนทรทำคำสวัสดิรักษา"  และ "ควรมิควรจวนจะพรากจากสถาน"   นิราศที่ไม่กล่าวถึงความรักความหลังของกวีอย่างนิราศอิเหนา  จึงตัดทิ้งไปได้ว่าไม่ใช่นิราศของสุนทรภู่

     ๙.๔ ภาษาตลาด
     สุนทรภู่ใช้ภาษาธรรมดา ใช้ภาษาตลาดเป็นพื้น แม้คำที่ใช้พูดกันผิดๆ สุนทรภู่ก็ใช้ เช่น ยาอายุวัฒนะ ก็ใช้ว่า  ยาอายุวันชนะ  เมื่ออ่านนิราศสุนทรภู่ทุกเรื่อง จึงเห็นชัดว่าท่านใช้ภาษาชาวบ้าน ภาษาตลาดเป็นพี้น  แต่พออ่านนิราศอิเหนากลับเป็นภาษาสูง เป็นภาษาผู้ดีไป  เพราะนิราศอิเหนานั้น กรมหลวงภูวเนตรนรินทร์ฤทธิ์ พระราชโอรสรัชกาลที่ ๒ ทรงนิพนธ์ไว้  ไม่ใช่ของสุนทรภู่  นักอ่านจะต้องใช้ความสังเกตุเรื่องภาษาให้ดีด้วย

     ๙.๕. สัมผัสใน
     คำกลอนสุนทรภู่มีลักษณะพิเศษคือ มีสัมผัสใน ซึ่งกลอนสมัยนั้นไม่ถือเคร่งนัก มีแต่สัมผัสนอก  หรือสัมผัสท้ายคำกลอนเป็นสำคัญ แต่สุนทรภู่เพิ่มสัมผัสในขึ้น คำกลอนของสุนทรภู่เป็นกลอนแปดแท้ ไม่ใช่มี ๗ คำ หรือ ๙ คำ เหมือนกลอนแต่ก่อน   เช่นกลอนเสภามี ๙ คำก็มี  กลอนบทละครนอกมี ๗ คำก็มี  แต่กลอนสุนทรภู่จะมี ๘ คำ สัมผัสในสัมผัสนอก สัมผัสซ้ายสัมผัสขวา สัมผัสอักษร สัมผัสเสียงหรือสัมผัสสระ มีแพรวพราวไปหมด  เพิ่มควาไพเราะเมื่ออ่านทำนองเสนาะ (ซึ่งคนโบราณอ่านกลอนท่านอ่านออกเสียงเป็นทำนองเสนาะทั้งสิ้น)  กลอนของสุนทรภู่จึงฟังไพเราะมีจังหวะจะโคน ติดหู ติดใจคน คนจึงนิยมกลอนสุนทรภู่กันมา  นักกวีก็มาเอาอย่างสุนทรภู่ แม้แต่คำโคลงของท่านก็มีสัมผัสด้วย

     ๐ ยลย่านบ้านบุตั้ง                ดีขัน
     ขุกคิดเคยชมจันทร์               แจ่มฟ้า
     ยามยากหากปันกัน               กินซึก ฉลึกแฮ
     มีคู่ชูชื่นหน้า                          นุชปลื้มลืมเดิม 
   ๐ โคกเขียวโขดคุ่มขึ้น             เคียงเคียง
     ร่มรื่นรุกข์รังเรียง                    เรียบร้อย
     โหมหัดหิ่งหายเหียง              เห็ดหาด แห้วผล
     ยางใหญ่ยอดยื่นย้อย             โยกโย้โยนเยน
     
     ลูกศิษย์สุนทรภู่ก็แต่งโคลงมีสัมผัสในเหมือนครู คือกรมพระยาบำราบปรปักษ์ (เจ้าฟ้ามหามาลา ต้นราชสกุล มาลากุล)  แต่งโคลงทวาทศมาส มีสัมผัสใน แต่ไม่สัมผัสแพรวพราวเหมือนสุนทรภู่
     สุภาษิตสอนหญิง ที่เดิมเรียกกันว่า  "เพลงยาวสุภาษิตไทย"  ซึ่งสัมผัสกระโดดตะกุกตะกัก  บางตอนบางประโยคก็ขาดสัมผัสไปเลย อย่างนั้นไม่ใช่กลอนสุนทรภู่
     การศึกษาลักษณะกลอนนิราศสุนทรภู่  จะต้องใช้ความสังเกตุโดยละเอียด โดยเฉพาะจะต้องเป็นกวี แต่งกลอนชำนาญพอสมควร  จึงจะเข้าใจอรรถรสคำกลอนสุนทรภู่ ว่าผิดแปลกแตกต่างจากคำกลอนของกวีอื่นอย่างไร  เหมือนนักดนตรีจึงจะรู้ฝีมือนักดนตรีด้วยกัน ถ้าไม่ใช่นักดนตรีก็ไม่รู้จัก "ทาง"ของดนตรี ฉันใดก็ฉันน้ัน   ข้าพเจ้าเคยแต่งนิราศมากกว่า ๒๕ เรื่อง จึงพอรู้ว่า "ลีลา ปัญญา อารมณ์"  ของกวีคนไหนเป็นอย่างไร   เพราะลีลาปัญญาอารมณ์ของกวีแต่ละคนไม่เหมือนกัน  แม้จะแต่งกลอนในเรื่องเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น  "นครกายคำกลอน" ของกวี ๒ คน  คือของหมื่นพรหมสมพักศร (มี มีระเสน)   กับของนายภู่ จุลละภมร  แต่งในยุคสมัยเดียวกันแต่ลีลา ปัญญา อารมณ์ของกวีอันเกิดจากวิญญาณของกวีทั้งสองคนนี้แตกต่างกัน  ของนายภู่ จุลละภมร สู้ของนายมี มีระเสนไม่ได้เลย   คนที่ไม่ใช่นักกวีจะมองไม่เห็นความแตกต่าง ดังเช่นนักกวีอ่านนิราศอิเหนากับนิราศเมืองเพชรจะไม่เห็นความแตกต่าง จึงว่าเป็นของกวีคนเดียวกัน  แต่คนที่เป็นกวีเคยแต่งนิราศมาแล้วจะรู้อรรถรสได้ทันทีว่าลีลา ปัญญา อารมณ์ของกวีที่แต่งนั้นต่างกันทั้งสองเรื่อง  รู้ได้ทันทีว่าเป็นของกวีคนละคน  

    


(โปรดติดตามตอนต่อไป)
     
     

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ชีวประวัติ พระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) ตอนที่ ๘ ลักษณะคำกลอนสุนทรภู่


ลักษณะคำกลอนสุนทรภู่


     คำกลอนสุนทรภู่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคำกลอนของกวีอื่น (คำโคลงก็แตกต่างกับคำโคลงของกวีอื่น)  ถ้าเราศึกษาลักษณะคำกลอนสุนทรภู่อย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว จะเห็นลักษณะคำกลอนสุนทรภู่มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษอยู่ ๑๒ ประการ

     ๑.หลั่งไหล
     ๒.ไว้สง่า
     ๓. ภาษาตลาด    
     ๔.สัมผัสพราว
     ๕.กล่าวความหลัง
     ๖. ฟังแจ่มแจ้ง
     ๗. แสดงอุปไมย
     ๘. ใช้คำตาย
     ๙. ระบายอารมณ์
     ๑๐.คำคมสุภาษิต
     ๑๑. แนวคิดของกวี
     ๑๒. ลีลาการเดินกลอน

     ๘.๑. หลั่งไหล
     คำกลอนสุนทรภู่มีลักษณะหลั่งไหลเหมือนน้ำไหล  ไม่ติดขัด ไม่สะดุด ไม่ตะกุกตะกัก ไม่ขาดสาย ไม่มีลักษณะกลอนพาไปหรือพยายามจะพากลอนไปอย่างฝืนๆ  เหมือนกวีที่ยังไม่ชำนาญในบทกลอน  แต่มีลักษณะพุ่งไปตรงจุดหมายให้เข้าใจความได้ชัดเจนฃ

    "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์        มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
     ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด     ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน"

     ๘.๒. ไว้สง่า
     สุนทรภู่แต่งกลอนโอ่อ่า  ภูมิฐาน แบบครูกลอนครูกวี ไม่ไหว้ครู ไม่มีคำออกตัว  ไม่เคยถ่อมตัว ขึ้นต้นคำกลอนอย่างโอ่โถง

                                        "แต่ปางหลังครั้งว่างพระศาสนา
     เป็นปฐมสมมุตินิยายมา        ด้วยปัญญายังประวิงทั้งหญิงชาย
     ฉันชื่อภู่รู้เรื่องประจักษ์แจ้ง  จักสำแดงความประดิษฐ์คิดถวาย
     ตามสติริเริ่มเรื่องนิยาย         ให้เพริศพรายพริ้งเพราะเสนาะกลอน"

     ๘.๓. ภาษาตลาด
     ภาษากลอนของสุนทรภู่  เป็นภาษาชาวบ้านที่ใช้พูดกันอยู่  เป็นลักษณะกลอนตลาดแท้  ท่านไม่ใช้ภาษาสูงส่งหรือภาษษทางราชการ หรือภาษาผู้ดีอะไร  แม้คำน้ันจะพูดกันผิดๆ ท่านก็นำมาใช้  ท่านคุยเสียด้วยว่า คนที่จะแต่งกลอนตลาดได้ต้องเป็นสามัญชนอย่างท่าน  เจ้านายจะแต่งกลอนอย่างท่านไม่ได้  ทำให้พระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ละครนอกเรื่อง สังข์ทอง  ใช้ภาษาชาวบ้านบ้าง  แต่ถ้าสังเกตุให้ดีก็เป็นภาษาชาวบ้านแบบผู้ดีพูดกัน  ไม่ใช่ภาษาแบบชาวบ้านที่ชาวบ้านพูดกัน   สุนทรภู่ถนัดภาษาชาวบ้านมากกว่า เพียงแต่ไม่ใช่ภาษาหยาบคายแบบครูแจ้ง  ครูเสภาเท่านั้น  

     คำกลอนสุนทรภู่เรียกได้ว่าเป็นกลอนตลาด  ไม่ใช่กลอนสุภาพแบบกลอนของกรมหลวงภูเนตรนิรนทร์ฤทธิ์  ลูกศิษย์ของท่านในนิราศอิเหนา  นั่นเป็นคำกลอนสุภาพ  

     "แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ     ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
     รู้สิ่งใดไม่สู่รู้วิชา                        รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี"

     ท่านใช้ภาษาชาวบ้านธรรมดาจนมีคนเข้าใจความหมายผิดไปในสมัยปัจจุบันว่า "รู้รักษาตัวรอด"  กลายเป็น "เอาตัวรอดคนเดียว"  หรือรู้มากเอาเปรียบคนอื่นไป   ที่จริงวิชาทุกอย่างในโลกนี้เรียนก็เพื่อ "รักษาตัวให้รอดปลอดภัยจากอันตรายและความบาปความชั่วทุกอย่าง"   แม้วิชาพระพุทธศาสนา ก็เป็นการศึกษาเพื่อเอาตัวให้รอดจากความชั่วร้ายทั้งสิ้น  การใช้ภาษาตลาดจนกระทั่งใช้คำที่ชาวบ้านพูดกันผิดๆ ก็นำมาใช้ นีแหละคือ ลักษณะคำกลอนของสุนทรภู่

     "ยกกระบัตรคัดช้อนทุกเช้าเย็น   เมียที่เป็นท่านผู้หญิงนั่งปิ้งปลา"

     คำกลอนในนิราศเมืองแกลงนี้เป็นตัวอย่างว่าท่านใช้คำผิดแบบภาษาชาวบ้าน   คือคำว่า "คัดช้อน"  คำว่า "คัด คือ คัดคันยอ"  ได้แก่การยกยอที่ตักกุ้งริมคลอง คำว่า "ช้อน"  คือใช้ตะแกรงช้อนกุ้ง  คำว่า "คัดช้อน"  คือ ยกยอและช้อนกุ้ง  คำนี้เป็นภาษาชาวบ้านแท้ๆ  คนที่ไม่เคยเห็นการยกยอและการช้อนกุ้ง ย่อมมองไม่เห็นภาพและไม่เข้าใจ  คำว่า "เมียที่เป็นท่านผู้หญิง"   นั่นคือ เมียหลวงยกกระบัตรเมืองแกลง  ยังไม่ใช้คุณหญิง   ไม่ได้เป็นท่านผู้หญิง  แต่ชาวบ้านเรียกยกย่องเช่นน้้น   ท่านก็เอามาเรียกบ้างว่า "เมียที่เป็นท่านผู้หญิง" นั่งปิ้งปลา   นี่คือภาษาชาวบ้านหรือภาษาตลาดที่ท่านใช้ในบทกลอน 

     ๘.๔ สัมผัสพราว
     คำกลอนสุนทรภู่มีลักษณะสัมผัสนอก สัมผัสใน สัมผัสอักษร สัมผัสสระหรือสัมผัสเสียง  สัมผัสซ้าย สัมผัสขวา แพรวพราวไปหมด บางทีท่านห่วงสัมผัสเสียจนยอมให้ความอ่อนไปก็มี  บางคนจึงตำหนิคำกลอนสุนทรภู่ว่าอ่อนเยิบยาบไป แม้แต่งโคลงก็มีเสียงสัมผัสด้วย  นิราศสุพรรณบุรีนั้นคือโคลงที่มีเสียงสัมผัสผิดกับโคลงของกวีอื่น จนคนติว่าท่านแต่งโคลงสู้นิราศนรินทร์ไม่ได้  แท้จริงแล้วเป็นลักษณะพิเศษของท่านที่มีสัมผัสพราว  จนบางทีก็ถือเสียงเป็นสำคัญ จนทำให้ความอ่อนไป

     "อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ ประเสริฐสุดซ่อนใส่ไว้ในฝัก
     สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก           จึงค่อยชักเชือดพ้นให้บรรลัย"

     ๘.๕. กล่าวความหลัง 
     ชีวิตสุนทรภู่มีความรักความหลังอันฝังใจ  การแต่งกลอนทุกเรื่องท่านจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวพาดพิงถึงเรื่องความรักความหลัง  แม้แต่การแต่งสุภาษิตน่าจะมีแต่คำกลอนล้วนๆ ตรงไปตรงมา  ท่านยังแวะกล่าวถึงความหลังจนได้  "ฟ้าอาภรณ์แปลกพักตร์อาลักษณ์เดิม"  "อันหม่อมฉันที่ดีและชั่ว  ถึงลับตัวแต่ชื่อเขาลือฉาว เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองละคร"    ที่ท่านแวะกล่าวถึงความรักความหลังและความในใจได้คล่องเช่นนี้ ก็เพราะท่านเป็นกวีรุ่มรวยคำ  คิดคำกลอนได้คล่องๆปาก  นึกจะว่าอะไรก็ว่าได้  แล้วก็ต่อกลอนได้อย่างแนบเนียนเชี่ยวชาญ  ซึ่งกวีอื่นทำไม่ได้ คำกลอนสุนทรภู่จึงมีความรักความหลังอยู่ทุกเรื่องเป็นลักษณะพิเศษทีเดียว  อย่างกลอนนิราศอิเหนาน้ันเงียบเหงาที่สุด ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีความรักความหลังเลย  อย่างนี้ตัดออกไปได้ว่าไม่ใช่ของสุนทรภู่  ถ้าเป็นนิราศของท่านต้องมีคำเปรียบเปรยว่าความรักของอิเหนานี้ถึงจะลึกซึ้งอย่างไรก็ไม่เท่าความรักของท่าน  หรือกล่าวพาดพิงแวะเวียนถึงตัวท่านจนได้  คำกลอนของสุนทรภู่จะต้องมีเรื่องความหลังของท่านแฝงอยู่  แม้แต่แต่งบทเสภา  ยังมีกล่าวถึงผ้าพระราชทาน เป็นต้น  คือเอาเรื่องของท่านเข้ามาแฝงไว้ในคำกลอน

     ๘.๖. ฟังแจ่มแจ้ง
     คำกลอนสุนทรภู่ว่าแจ่มแจ้ง กระทัดรัด ชัดเจน ไม่พร่ามัว เพราะท่านพิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำ   ท่านเป็นกวีทีรุ่มรวยคำ จึงเลือกใช้คำได้อย่างเหมาะเจาะ 

     "ถึงคลองนามสามสิบสองคดคุ้ง   ขวากวุ้งเวียนซ้ายมาฝ่ายขวา
     ให้หนูน้อยคอยนับในนาวา           แต่หนึ่งมาถ้วยสามสิบสองคด
     อันคดอื่นหมื่นคดกำหนดแน่         เว้นเสียแต่ใจมนุษย์สุดกำหนด
     ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด       ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน"

     ๘.๗. แสดงอุปไมย
      สุนทรภู่ถนัดมากในเชิงอุปไมยโวหาร  คือกล่าวคำนี้ขึ้นเป็นหลักก่อน แล้วยกเอาสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบ  ให้คำที่กล่าวนี้มีน้ำหนัก  มองเห็นภาพพจน์หรือเห็นเหตุผล  สุนทรภู่ไม่เคยใช้อุปมาโวหาร  คือยกเอาสิ่งนี้ไปเปรียบเทียบสิ่งอื่น ดังเช่น สุภาษิตสอนหญิงของนายภู่ เป็นประเภทอุปมาโวหาร  แต่สุนทรภู่มักเป็นอุปไมยโวหารอันกว้างขวาง ซึ่งแต่งยากกว่า แต่แสดงภูมิของกวีที่เหนือกวี

     "ประเพณีตีงูให้หลังหัก            มันก็มักทำร้ายเมื่อภายหลัง
     จระเข้ใหญ่ไปถึงน้ำกำลัง         อันเสือขังเข้าถึงดงก็คงร้าย
     อันแม่ทัพจับได้แล้วไม่ฆ่า        ต่อภายหน้าศึกจะใหญ่ขึ้นใจหาย
     ต้องตำรับจับให้มั่นคั้นให้ตาย  จะทำภายหลังลำบากครัน"

     นี่คือ ตัวอย่างอุปไมยโวหารอันกว้างขวางของสุนทรภู่

     ๘.๘ ใช้คำตาย
     สุนทรภู่ถนัดมากในการใช้คำตายลงท้ายกลอน   ใช้ได้ไม่ติดขัดเก้อเขิน  แสดงความเป็นกวีที่ยอดเยี่ยม  หาคนเทียบไม่ได้   กวีมักอวดฝึปากกันที่ใช้คำตายนี่แหละ  เพราะแต่งยาก  การเล่นสักวาต่อกลอนกัน นักสักวามักจะลงท้ายคำตายทิ้งไว้ให้คนแต่งต่อพ่ายแพ้  แต่สุนทรภู่นั้นใช้คำตายเมื่อไร  จะได้ฟังคำกลอนดีๆ เมื่อน้ัน

     " ซึ่งครั้งนี้พี่พาเจ้ามาไว้           หวังจะได้สนทนาวิสาสะ
     ให้น้องหายคลายเคืองเรื่องธุระ แล้วก็จะรักกันจนวันตาย"

     กวีที่ใช้คำตายลงท้ายกลอน  ใช้คำสุภาพ และคำไพเราะอย่างนี้ เราจะหาคนแต่งได้ยากมาก  เกือบจะไม่มีตัวเอาเลยทีเดียว ใช้คำว่า "พี่พาเจ้ามา" แทนที่จะว่า "พี่จับเจ้ามา" กับแม่ทัพเชลยศึก  "หวังจะได้สนทนาวิสาสะ ให้น้องหายคลายเคืองเรื่องธุระ แล้วก็จะรักกันจนวันตาย" คำอย่างนี้เป็นวาจาการทูตชั้นเยี่ยม  นี่เป็นลักษณะการใช้คำตายของสุนทรภู่  ซึ่งกวีอื่นก็พยายามใช้ เช่น นายภู่ ธรรมทานาจารย์ แต่คำกลอนก็ตะกุกตะกักเต็มที เพราะฝีมือคนละชั้น 

     ๘.๙ ระบายอารมณ์
     กวีบางคนแต่งกลอนได้แต่เป็นกลอนที่แข็งทื่อ  ไม่อ่อนหวานและไม่มีอารมณ์  กวีบางท่านแต่งกลอนได้ไพเราะทางอักษรศาสตร์ แต่ขาดอารมณ์กวี  กวีบางท่านแต่งกลอนไพเราะดีมีอารมณ์ แต่อารมณ์ของกวีน้ันต่างกัน  คำกลอนสุนทรภู่นั้นอบอวลด้วยอารมณ์ศิลปิน  ทำให้มีชีวิตชีวา เข้าใจคน กินใจคน เพราะระบายอารมณ์ที่แท้จริงออกมา  ไม่ใช่แกล้งเสแสร้งว่าจนฟังดูรู้สึกว่าดัดจริตไป  สุนทรภู่ฝากอารมณ์ไว้ในคำกลอนเสมอ  อารมณ์สุนทรภู่ คืออารมณ์รัก อารมณ์หลง อารมณ์สงสาร อารมณ์น้อยใจในโชคชะตาของตนเอง  
     
     "นิจจาเอ๋ยกายเราก็เท่านี้              ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
     ล้วนหนาเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ  เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา"

     นอกจากจะอบอวลอยู่ด้วยอารมณ์  สุนทรภู่ยังเข้าใจพูดเปรียบเทียบให้มองเห็นภาพพจน์ด้วย เราจึงมองเห็นความทุกข์ ๕๐ เปอร์เซนต์ของสุนทรภู่ เหมือนว่ามีความทุกข์ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ไปอย่างคำกลอนข้างบนนี้  ทำให้เราแลเห็นว่าสุนทรภู่ตกยากเสียจนเที่ยวเร่ร่อนอยู่อาศัยเรือลอย  ซึ่งที่จริงท่านก็บวชอยู่วัดหลวงตลอดมาถึง ๔ วัด มีเจ้านายอุปถัมภ์มาโดยตลอด  วัดอรุณ วัดพระเชตุพนฯ วัดราชบูรณะ วัดเทพธิดา   วัดเจ้านายอุปถัมภ์มาโดยตลอด  แต่อารมณ์ศิลปินนั่นแหละประกอบกับช่างเปรียบเปรย  ทำให้บทกลอนของท่านอบอวลอยู่ด้วยอารมณ์ของศิลปิน  เหมือนนักพูดนักแสดงละครสวมบทบาทเข้าถึงอารมณ์เต็มที่ เล่นเอาคนฟังเคลิบเคลิ้มไปนึกว่าเรื่องจริง  ลักษณะคำกลอนสุนทรภู่เป็นเช่นนั้น

     ๘.๑๑ คำคมสุภาษิต
     กวีเป็นที่รวมของสุภาษิต  คำกลอนของสุนทรภู่  จะสอดแทรกอยู่ด้วยคำสุภาษิตเสมอ   ทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์ คำคมสุภาษิตของท่านมักจะกินใจคน  เพราะท่านช่างสังเกตุความจริงของชีวิต  แล้วผูกเป็นถ้อยคำขึ้นอย่างกระทัดรัด สอดคล้องกันทั้งถ้อยคำสำนวน  แต่งเป็นคำกลอนขึ้นอย่างไพเราะ

   "อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก  แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
อันเจ็บอื่นหมื่นแสนยังแคลนคลาย  เจ็บจนตายก็เพระเหน็บให้เจ็บใจ"

     ๘.๑๒ แนวคิดของกวี
     แนวคิดของกวีย่อมแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของชีวิต  การศึกษา และการสังคมของกวี รวมทั้งโชคชะตาของกวีด้วย  แนวคิดของสุนทรภู่คือความไม่แน่นอน  ความไม่ซื่อตรงของมนุษย์ และวาจาของคนเรานั้นก่อให้เกิดคุณและโทษได้   ช่างพูดไม่มีใครเขาต้องการ เขาต้องการแต่ช่างฝีมือ 
"จะรักชังทั้่งสิ้นเพราะสิ้นพลอด  เป็นอย่างยอดแล้วพระองค์อย่าสงสัย
อันช่างปากยากที่จะมีใคร          เขาชอบใช้ช่างมือออกอื้ออึง"

"จงโอบอ้อมถ่อมถดพระยศศักดิ์ ถ้าสูงนักแล้วก็เขาเข้าไม่ถึง 
ครั้นต่ำนักมักจะผิดคิดรำพึง       พอก้ำกึ่งกลางนั้นขยันนัก" 

     ๘.๑๒ ลีลาการเดินกลอน
     คำกลอนนั้นคือความคิดของกวี  คำกลอนคือมโนธรรมของกวี คำกลอนจึงบอกความรู้สึกนึกคิดที่เป็น อหังการ มมังการ ของกวี ที่รู้สึกอยู่ในจิตใต้สำนึกว่าตนเป็นตัวกู ของกู อยู่อย่างไร  กวีบางคนก็รู้สึกว่าตัวยังต่ำต้อย  ไม่ค่อยเก่งกาจสามารถอะไรนัก  ไม่มั่นใจในตัวเองจึงต้องไหว้ครู แต่งกลอนตามแบบครู เดินกลอนไปตามแบบแผน มีการถ่อมตัวจากใจจริง  ยึดเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครูอาจารย์เป็นที่พึ่ง  แต่สุนทรภู่นั้นมีอหังการ มมังการสูงในทางบทกลอน จึงว่ากลอนอย่างโอ่โถง  ไว้สง่า ภาคภูมิ เชื่อมั่นในตัวเองอย่างเต็มที่  แต่งกลอนฉาดฉาน เดินกลอนอย่างสง่า

                                                  "สุุนทรทำคำประดิษฐ์นิมิตรฝัน
  พึ่งพบเห็นเป็นวิบัติมหัศจรรย์    จึงจดวันเวลาด้วยอาวรณ์
  แต่งไว้เหมือนเตือนใจจะให้คิด ในนิมิตรเมื่อภวังค์วิสังหรณ์
  เดือนแปดจันทร์ทิวาเวลานอน   เจริญพรภาวนาตามบาลี"

     ไม่มีใครเดินกลอนได้สง่าเหมือนสุนทรภู่เลย  จะกล่าวอะไรก็กล่าวฉาดฉาน  แสดงความรู้ประกอบไว้อย่างผ่าเผยไม่มีอ้อมค้อม

 " ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า   พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี
ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี    ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว"

     นิราศภูเขาทองนี้แต่งเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๑ ว่าพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานนามเมืองปทุมธานี นิราศเมืองเพชร ก็กล่าวถึงพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่า 

   "สาธุสะพระนอนสิขรเขา           พระพุทธเจ้าหลวงสร้างแต่ปางหลัง
   ยี่สิบวาฝากั้นเป็นบัลลังก์           ดูเปล่งปลั่งปลื้มใจกระไรเลย"

     นิราศเมืองเพชรแต่งเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๐ กล่าวว่าพระพุทธไสยาสน์ที่ข้างเขาวัง พระพุทธเลิศหล้าฯ สร้างไว้ ยาวยี่สิบวา แสดงความรู้ไว้ชัดเจนเป็นหลักฐานยืนยันความจริงได้  นี่คือลักษณะคำกลอนของสุนทรภู่  ที่บอกด้วยความมั่นใจไม่อ้อมแอ้ม  ซึ่งกวีอื่นจะไม่กล่าวถึงประวัติโบราณสถานวัตถุ  หรือประวัติบ้านเมืองเหมือนสุนทรภู่  ลักษณะนิราศของสุนทรภู่ เป็นประเภท"บรรยายโวหาร"  เหมือนสารคดีท่องเที่ยว แต่งไว้เป็นคำกลอน ไม่ใช่ประเภท "พรรณาโวหารไ  เหมือนนิราศนรินทร์ ทึ่พรรณาแต่ความรักความอาลัยอย่างเดียว ไม่บรรยายภูมิประเทศเหตุการณ์อะไรเลย  
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
     






วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

ชีวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) ตอนที่ ๗ งานกวีนิพนธ์


๗. งานกวีนิพนธ์


     ประวัติของท่านสุนทรโวหาร(ภู่ ภู่เรือหงส์)  ที่สำคัญที่สุดคืองานกวีนิพนธ์ของท่าน  เพราะท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมานาน ๒๐๐ ปี เพราะฉนั้นการเขียนชีวประวัติของพระสุนทรโวหาร(ภู่ ภู่เรือหงส์)  เราควรจะรู้โดยแน่ชัดว่า งานกวีนิพนธ์ของท่านมีอะไรบ้าง  ไม่ใช่ว่าตามคำเขาว่า หรือปล่อยให้ใครๆ ขุดค้นเอางานกวีนิพนธ์ของกวีอื่นมายัดเยียดว่านี่คืองานกวีนิพนธ์ของท่านจนเปรอะไปหมด   ข้าพเจ้าเคยเห็นบทกวีสุนทรภู่ที่สำนักพิมพ์บางแห่ง พิมพ์นิราศสุนทรภู่ไว้ถึง  ๑๖ เรื่อง เอานิราศของใครต่อใครมาใส่ไว้เต็มไปหมด   เช่น คำกลอนที่ว่า  "มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท  อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ เมื่อมีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน"   อ้างกันนักหนาว่าเป็นสุภาษิตสุนทรภู่  เพราะบอกไว้ว่าผู้แต่งชื่อ ภู่ ไม่รู้กันว่า คือ นายภู่ ธรรมทานาจารย์  นี่คือเรื่องที่ว่าตามกันมามากกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว
     เพราะฉนั้นการเขียนชีวประวัติสุนทรภู่กวีเอกของโลกที่ชาวต่างชาติก็รู้จักกันน้้น  เราควรจะวิเคราะห์ วิจัยกันเสียให้แน่นอน อย่างมีหลักฐานว่างานกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่ที่แท้จริงมีอะไรบ้าง  เพราะฉนั้นข้าพเจ้าขอว่าตามที่ได้ค้นคว้าศึกษาเรื่องนี้มาอย่างจริงจังกว่า ๒๐ ปี ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเห็นวิชาวรรณคดีเป็นการศึกษาแบบใหม่อย่างวิทยาศาสตร์ มีการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย มีหลักฐานอ้างอิงไม่ใช่ว่าตามๆกันเหมือนสมัยโบราณ 

     สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ผู้ทรงพระนิพนธ์ชีวิตและงานของสุนทรภู่ แล้วพิมพ์ออกเผยแพร่ในงานฉลองพระชนมพรรษา ๕ รอบเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕  ได้ทรงค้นคว้าพบว่ากวีนิพนธ์ของสุนทรภู่มีอยู่  ๒๔ เรื่อง คือ
     นิราศ ๙ เรื่อง
     ๑. นิราศเมืองแกลง
     ๒. นิราศพระบาท
     ๓. นิราศเมืองเพชร
     ๔. นิราศภูเขาทอง 
     ๕. นิราศสุพรรณ
     ๖. นิราศพระปธม
     ๗. นิราศอิเหนา
     ๘. นิราศพระแท่นดงรัง
     ๙.นิราศวัดเจ้าฟ้า 

     นิทาน ๕ เรื่อง
     ๑. เรื่องโคบุตร
     ๒. เรื่องพระอภัยมณี
     ๓. เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา
     ๔. เรื่องพระลักษณวงศ์
     ๕. เรื่องสิงหไตรภพ

     สุภาษิต  ๓ เรื่อง
     ๑. สวัสดิรักษา 
     ๒. เพลงยาวถวายโอวาท
     ๓. สุภาษิตสอนหญิง

     บทละคร ๑ เรื่อง
     ๑. เรื่องพระอภัยนุราช

     เพลงเสภา ๒ เรื่อง
     ๑. เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม
     ๒. เรื่องพระราชพงศาดาร

     บทเห่กล่อม ๔ เรื่อง
     ๑. เห่เรื่องจับระบำ
     ๒. เห่เรื่องกากี
     ๓. เห่เรื่องพระอภัยมณี
     ๔ เห่เรื่องโคบุตร

     นี่คือเรื่องที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงศึกษาค้นคว้าไว้เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕ ว่างานกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่มี ๒๔ เรื่อง เราจึงต้องขอบพระเดชพระคุณพระองค์ท่านทีทรงวางรากฐานไว้ มิฉะนั้นเราจะจับต้นชนปลายไม่ติด  แต่นั่นแหละเวลาผ่านมา ๖๕ ปีแล้ว ทฤษฎีที่ทรงวางไว้ก็ต้องมีผู้พิสูจน์ 


เพลงยาวรำพรรณพิลาป

     ต่อมาพระยาราชสมบัติ(เอิบ บุรานนท์) ได้นำเอา"เพลงยาวรำพรรณพิลาป" มามอบให้หอสมุดอีกเรื่องหนึ่ง จึงได้เปิดเผยขึ้นมาว่ายังมีงานกวีนิพนธ์ของท่านสุนทรภู่ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือเพลงยาวรำพรรณพิลาป ทำให้ทฤษฎี ๒๔ เรื่อง เปลี่ยนเป็น ๒๕ เรื่อง 

นิราศพระแท่นดงรัง

     ต่อมานายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรได้พิสูจน์ว่า "นิราศพระแท่นดงรัง" ฉบับที่ขึ้นต้นว่า "นิราศรักหักใจอาลัยหวน ไปพระแท่นดงรังตั้งแต่ครวญ" ที่บอกว่า "ปีวอกนักษัตรอัฎศก ชะตาตกต้องไปถึงไพรสณฑ์" นั้นไม่ใช่ของสุนทรภู่ แต่เป็นบทกวีของนายมี ศิษย์สุนทรภู่ ซึ่งบัดนี้เราก็ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า เป็นของนายมีจริง   ปีวอกที่ว่าชะตาตกนั้น "อัฎศก" คือปีวอก จ.ศ. ๑๑๙๘ ตรงกับพ.ศ. ๒๓๗๙ ไม่ใช่ปีวอกที่สุนทรภู่ออกจากราชการ เมื่อปีวอกฉศก จ.ศ.๑๑๘๖ ตรงกับ พ.ศ.๒๓๖๗ ห่างกันถึง ๑๒ปีเต็ม เรื่องนี้ทำให้ทฤษฎี ๒๕ เรื่องเปลี่ยนเป็น ๒๔ เรื่อง เรื่องนี้คุณธนิต อยู่โพธิ์ได้เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ หลังจากที่กรมพระยาดำรงฯ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ๒๐ ปี 

สุภาษิตสอนหญิง

     ต่อมาเมื่อพ.ศ.๒๕๑๔ คุณสถิตย์ เสมานิล ได้ออกรายการว่า"สุภาษิตสอนหญิง"  นั้น ไม่ใช่ของสุนทรภู่ แต่เป็นของกวีอีกคนหนึ่งที่ชื่อ ภู่ เป็นพ่อค้าเรือ นายภู่คนนี้ได้แต่งนิทานคำกลอนไว้อีกเรื่องหนึ่งคือ "นกกระจาบคำกลอน" มีคำไหว้ครูบอกชื่อไว้ว่านายภู่แต่ง  
     เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมค่อมาจึงพบว่า นายภู่ ผู้แต่งสุภาษิตสอนหญิงคนนี้เคยบวชเป็นพระอยู่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แล้วสึกออกมาเป็นพ่อค้าเรือ เมื่อบวชอยู่มีสมณศักดิ์ พระธรรมทานาจารย์(ภู่)   ข้าพเจ้าจึงขอเรียกชื่อว่า นายภู่ ธรรมทานาจารย์  เป็นกวีชาวบ้านเคยบอกสักวาหน้าพระที่นั่งอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้แต่งบทกวีไว้หลายเรื่อง  เท่าที่พบแล้วคือ
     ๑. พระสมุทรคำกลอน
     ๒. นครกายคำกลอน
     ๓. นกกระจาบคำกลอน
     ๔. สุภาษิตสอนหญิงคำกลอน
     
     ทุกเรื่องมีคำไหว้ครู ขึ้นต้นกลอนคำไหว้ครูอย่างเดียวกันทุกเรื่อง คือ
                                   "ประนมหัตถ์นมัสการขึ้นเหนือเศียร
                                     ต่างประทีปโกสุมประทุมเทียน
                                     จำนงค์เนียรน้อมบาทพระศาสดา"

     (บางแห่งบางเรื่องก็ว่า  "จำนงค์เนียรน้อมศีลพระชินวงศ์")

     เป็นหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าเป็นบทกวีของนายภู่จริง  เพราะคำไหว้ครูเป็นสำนวนเดียวกันทุกเรื่อง ไม่ใช่ของท่านสุนทรภู่โดยเด็ดขาด  เพราะท่านสุนทรภู่แต่งกลอนไม่เคยไหว้ครูเลยแม้แต่เรื่องเดียว  ไม่ว่าพระอภัยมณี โคบุตร ลักษณวงศ์  เพราะท่านถือตัวว่าท่านเป็นบรมครูทางบทกลอน

     ก็เมื่อหลักฐามั่นคงอยู่อย่างนี้แล้ว  เราจะต้องตัดสุภาษิตสอนหญิงออกไปอีกเรื่องหนึ่งว่าไม่ใช่ของสุนทรภู่ ทฤษฎีที่ว่ามี ๒๔ เรื่อง ก็ต้องเหลือ ๒๓ เรื่อง
  
จันทโครบ

     เรื่องจันทโครบคำกลอน เป็นนิทานคำกลอนที่แพร่หลายมากที่สุด ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวินิจฉัยว่าเป็นไม่ใช่ของสุนทรภู่  แต่มิได้บอกว่าเป็นของกวีท่านใด  บางครั้งจึงได้ยินว่ามีคนอ้างว่าจันทโครบเป็นบทกวีของสุนทรภู่

     เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ ข้าพเจ้าได้พบสมุดข่อย ลายมือเขียนเรื่องจันทโครบ  มีคำไหว้ครูว่า 

                              "ประนมหัตถ์นมัสการขึ้นเหนือเศียร
                                ต่างประทีปโกสุมประทุมเทียน
                                จำนงเนียรน้อมศีลพระชินวงศ์
                                ข้าพเจ้าผู้แต่งแมลงภู่
                                พึ่งริรู้เรื่องความตามประสงค์
                                แม้นบทกลอนอ่อนหัดไม่หยัดลง
                                ท่านภู่จงแจ้งช่วยอำนวยการ"

      เมื่อเห็นคำไหว้ครูขึ้นต้นเหมือนสุภาษิตสอนหญิง และนครกายคำกลอนเช่นนี้แล้ว  ก็หมดความสงสัยต่อไป  เป็นคำกลอนของนายภู่ ธรรมทาจารย์แน่นอน   นายภู่ ธรรมทานาจารย์ แต่งกลอนดีมีชื่อเสียงแพร่หลายอยู่อย่างน้อยก็ ๒ เรื่อง  คือ สุภาษิตสอนหญิง  นิทานคำกลอนเรื่องจันทโครบ

            นิราศอิเหนา

     ต่อมาข้าพเจ้าได้ศึกษาค้นคว้าพบว่า "นิราศอิเหนา" นั้น ไม่ใช่ของท่านสุนทรภู่  แต่เป็นของศิษย์สุนทรภู่อีกคนหนึ่ง  ศิษย์ผู้นี้แต่งกลอนได้ไพเราะเท่าสุนทรภู่  แต่ใช้คำประณีตสูงส่งกว่าครู เพราะท่านเป็นเจ้าชาย  เป็นพระราชโอรสของพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ท่านผู้นี้คือ กรมหลวงภูวเนตรนรินทร์ฤทธิ์ (พระองค์เจ้าชายทินกร) เป็นกวีที่มีผลงานกวีทิ้งไว้จนบัดนี้ คือ
     ๑. นิราศฉะเชิงเทราคำโคลง  (ไพเราะเทียบเท่านิราศนรินทร์)
     ๒. เพลงยาวสังวาส ๔ สำนวน (ไพเราะลึกซึ้งมาก)
     ๓. บทละครนอกเรื่อง มณีพิไชยตอนต้น (ที่ว่าเป็นพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ ๒)
     ๔. นิราศอิเหนา (ไพเราะที่สุดยิ่งกว่านิราศสุนทรภู่ทุกเรื่อง)

     นิราศอิเหนานี้เรียกว่าเป็นนิราศที่ไพเราะที่สุด ไพเราะยิ่งกว่านิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่ที่ว่าไพเราะที่สุด  แต่นิราศอิเหนาไพเราะยิ่งกว่า ใช้คำประณีตกว่า สำนวนกลอนราบรื่นกว่า  ความเพ้อฝันละเมียดละไมยิ่งกว่า  โดยเฉพาะถ้อยคำภาษาไม่ใช่กลอนตลาดแบบสุนทรภู่ สำคัญที่สุดตลอดเรื่องนี้ไม่มีร่องรอยพรรณนาถึงความรักความหลังแบบสุนทรภู่เลย ไม่เอ่ยถึงเรื่องส่วนตัวเข้าแทรกเลย ผิดแบบสุนทรภู่ ที่แม้จะจะแต่งเพลงยาวถวายโอวาทเจ้านายยังอดแย้มพรายเรื่องความหลังไม่ได้  แต่นิราศอิเหนาเงียบงำที่สุด ไม่มีร่องรอยเลย เพราะที่จริงเป็นสำนวนผู้อื่นไม่ใช่สุนทรภู่   ก็เป็นอันว่ากวีนิพนธ์ของสุนทรภู่ที่ว่ามี ๒๓ เรื่อง ก็เหลือที่แน่นอนอยู่เพียง ๒๒ เรื่อง  คือ นิราศ ๙ เรื่อง เหลือเพียง ๗ เรื่อง  ข้าพเจ้าได้เขียนเผยแพร่ว่านิราศอิเหนาไม่ใช่ของสุนทรภู่ เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ 


นิราศวัดเจ้าฟ้า

     ต่อมาข้าพเจ้าได้พบว่า นิราศวัดเจ้าฟ้า ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ว่าเป็นของสุนทรภู่  แต่แสร้งแต่งเป็นสำนวนเณรพัดน้ัน  ที่แท้จริงเป็นของเณรพัด  ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องนิราศวัดเจ้าฟ้าว่าไม่ใช่ของสุนทรภู่ลงในหนังสือศิลปวัฒนธรรม เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๓๐  
     ก็เป็นอันว่าทฤษฎีที่ว่า งานกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่มีอยู่ ๒๔ เรื่องน้ัน  บัดนี้ได้มีผู้พิสูจน์ทฤษฎีไว้ว่า  งานกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่มี ๒๑ เรื่อง  ที่ว่านี้มิได้มีเจตนาจะลบรัศมีหรือลบคุณความดีของท่านสุนทรภู่ลง  แต่เป็นการชำระสะสางให้งานกวีนิพนธ์ของท่านบริสุทธิ์เป็นทองแท้  ไม่มีของผู้อื่นมาปะปนให้หม่นหมองไป  สุนทรภู่นั้นถึงท่านจะมีงานกวีเหลืออยู่เท่านี้  ชื่อเสียงของท่านก็คงมีอยู่เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย  ท่านอาจมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นอีกด้วยซ้ำ  เพราะบุตรชายของท่านชื่อนายพัดก็มีผลงานกวีอยู่  ลูกศิษย์ของท่านคือนายมีก็มีผลงานกวีที่งดงามไพเราะจนคนคิดว่าเป็นของสุนทรภู่   กรมหลวงภูวเนตรนรินทร์ฤทธิ์  เจ้าชายองค์หนึ่งซึ่งเป็นศิษย์สุนทรภู่  ก็มีผลงานกวีที่ไพเราะถึงขนาดคนเชื่อว่าเป็นของสุนทรภู่มานานเกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว  เณรกลั่นลูกศิษย์สุนทรภู่ก็มีผลงานกวีนิพนธ์อยู่   คนก็เชื่อกันมานานว่าเป็นของสุนทรภู่  ท่านว่าครูดีจึงจะมีศิษย์ดี  ถ้าจะดูต้นไม้ให้ดูดอกดูผล ถ้าจะดูคนให้ดูลูก ถ้าจะดูครูให้ดูลูกศิษย์  ลูกศิษย์สุนทรภู่ที่เป็นกวีตั้งหลายท่านนี้แหละคือเครื่องรับรองว่าท่านเป็นกวีเอกจริงๆ  ก็เป็นอันว่าขณะนี้ในปีพ.ศ. ๒๕๓๐ ครบรอบ ๒๐๐ ปีสุนทรภู่  เราก็มายุติว่างานกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่มี ๒๑ เรื่อง  กล่าวเฉพาะ เพลงยาว ๔ เรื่อง นิราศ ๖ เรื่องคือ
     นิราศ ๖ เรื่อง
     ๑. นิราศเมืองแกลง   แต่งพ.ศ.๒๓๕๐ อายุ ๒๐ ปี
     ๒. นิราศพระบาท  แต่งพ.ศ.๒๓๕๐ อายุ ๒๐ ปี
     ๓. นิราศเมืองเพชร แต่งพ.ศ.๒๓๗๐ อายุ ๔๑ ปี
     ๔. นิราศภูเขาทอง แต่งเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๑ อายุ ๔๒ปี
     ๕. นิราศสุพรรณ แต่งพ.ศ.๒๓๘๔ อายุ ๕๕ ปี
     ๖. นิราศพระปธม แต่งพ.ศ.๒๓๘๕ อายุ ๕๖ ปี

     เพลงยาวสุภาษิต ๒ เรื่อง
     ๑. เพลงยาวสวัสดิรักษา  แต่งถวายพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่ออยู่วัดเทพธิดา
     ๒. เพลงยาวถวายโอวาท แต่งถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ และเจ้าฟ้ามหามาลา  เมื่ออยู่วัดราชบูรณะ

     เพลงยาวสังวาส ๑ เรื่อง
     ๑. เพลงยาวรำพรรณพิลาป  แต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ  เมื่ออยู่วัดเทพธิดา  พ.ศ.๒๓๘๕

     คัดออกไป ๔ เรื่อง
     ๑. นิราศพระแท่นดงรัง ของนายมี มีระเสน ลูกศิษยื
     ๒. นิราศอิเหนา ของกรมหลวงภูวเนตรนรินทร์ฤทธิ์ ลูกศิษย์
     ๓. สุภาษิตสอนหญิง ของนายภู่ จุลละภมร ลูกศิษย์
     ๔. นิราศวัดเจ้าฟ้า ของนายพัด ภู่เรือหงส์ ลูกชาย

     เรื่องที่ไม่ควรอ้างว่าเป็นของสุนทรภู่อีก ๓ เรื่อง
     ๑. นิราศพระแท่นดงรัง ของเณรกลั่น ศิษย์สุนทรภู่ ที่แต่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๔ เรื่องนี้เป็นหลักฐานสำคัญว่าสุนทรภู่บวชมาจนถึงปี พ.ศ.๒๓๘๘ ไปพระแท่นดงรังกับเณรกลั่น เณรกลั่นเรียกสุนทรภู่ว่า "มหาเถร"  หมายถึงพระภิกษุที่บวชมา  ๒๐ ปีแล้ว  สุนทรภู่บวชถึงปีพ.ศ. ๒๓๘๘ ได้ ๒๑ พรรษา
     ๒. จันทโครบ  เรื่องนี้มีบทไหว้ครู ซึ่งสุนทรภู่แต่งกลอนไม่เคยไหว้ครูแม้แต่เรื่องเดียว
       ๓. บทละครเรื่องอภัยนุราช  ของพระยาเสนาภูเบศร์ (ใส สโรบล)  ข้าราชการวังหนา ลูกศิษย์สุนทรภู่ 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)
     







     



     

วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560

ชีวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภุ่เรือหงส์) ตอนที่ ๖ พระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์)


๖.พระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์)

     วิถีชีวิตของสุนทรภู่ขึ้นๆลงๆ  ลุ่มๆ ดอนๆ  อยู่ตลอดมา  ได้ดีแล้วก็ตกยาก  ตกยากแล้วก็ได้ดี  มีเจ้านายหลายองค์  แรกก็รับราชการอยู่วังหลัง  สังกัดกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข (กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์)  พระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ ๑  คร้ันถุึงวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๔๙ วังหลังสวรรคตคราวนี้สุนทรภู่จะต้องถูกโอนมาสังกัดวังหน้า   ขณะน้ันวังหน้าองค์ใหญ่คือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสวรรคตแล้ว ต้ังแต่พ.ศ.๒๓๔๖ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้เป็นพระมหาอุปราชวังหน้า คือ กรมพระราชวังบวรมหาอิศรสุนทร  สนุทรภู่จึงได้มีโอกาสเป็นข้าราชบริพารของกรมพระราชวังบวรองค์ใหม่  ถ้าหากสุนทรภู่ยังไม่ได้เป็น  หลวงสุนทรโวหารมาแต่วังหลัง  ก็แน่นอนว่า  สุนทรภู่จะได้เป็น หลวงสุนทรโวหาร เจ้ากรมราชบัณฑิตวังหน้าในคราวนี้  คือในปี พ.ศ. ๒๓๕๐ ถึงปี พ.ศ.๒๓๕๒ นี้เอง   และแน่นอนว่าไม่ใช่เป็น  ขุนสุนทรโวหาร  แต่เป็น  หลวงสุนทรโวหาร  เพราะไม่มีตำแหน่ง ขุนสุนทรโวหาร มีแต่ตำแหน่ง  หลวงสุนทรโวหาร  เจ้ากรมราชบัณฑิต   ศักดินา  ๔๐๐ ไร่ ตำแหน่งเดียว   สุนทรภู่ต้องได้เป็นคุณหลวงสุนทรโวหาร (ภู่)  เจ้้ากรมราชบัณฑิตแน่

     คร้ันถึงวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๓๕๒  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราช  เสด็จสวรรคตแล้ว  สมเด็จเจ้าฟ้า  กรมพระราชวังบวรมหาอิศรสุนทรก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็น  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ตอนนี้เอง  สุนทรภู่อาจได้ติดตามเข้ามารับราชการอยู่ในวังหลวง  หรือถ้าไม่ได้ตามเข้ามา  คงตกอยู่ในวังหน้าก็จะอยู่ในสังกัดของกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์  พระอนุชาของพระพุทธเลิศหล้านภาลัยต่อไประยะหนึ่ง  พอถึง พ.ศ.๒๓๖๐  กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์สวรรคตอีกองค์หนึ่งแล้ว  ตอนนี้แน่นอนที่สุด สุนทรภู่หรือหลวงสุนทรโวหาร (ภู่) จะต้องโอนมารับราชการวังหลวงแน่นอนแล้ว  เพราะตอนนี้ไม่มีวังหน้าแล้ว  ตอนนี้แหละที่สุนท่รภู่จะมีชึวิตรุ่งเรืองที่สุด  ในตำแหน่งหลวงสุนทรโวหาร  เจ้ากรมราชบัณฑิต  ไม่ใช่เป็นแค่ ขุนสุนทรโวหาร ตามที่ว่ากัน  ขอยืนยันว่าสุนทรภู่ไม่เคยเป็นขุนสุนทรโวหาร  เพราะไม่มีตำแหน่งนึี้ในทำเนียบของวังหน้าและวังหลัง ที่ท่านเคยรับราชการมาก่อน

     คร้ังถึงพ.ศ.๒๓๖๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคค  หลังจากวังหน้าสวรรคตเพียง ๖ ปีเท่าน้ัน   ตอนนี้แหละสุนทรภู่ต้องสิ้นวาสนา   เหมือนที่ท่านพรรณนาว่า
     " สิ้นแผ่นดินสิ้นกลิ่นสุคนธา             วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์"
     "สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ           ต้องเที่ยวเตร็จเตร่หาที่อาศัย"

     สิ้นวาสนาคราวนี้สุนทรภู่ถึงแก่ต้องออกบวช    อาศัยผ้าเหลืองคุ้มราชภัย  เพราะสุนทรภู่รู้ดีว่าพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคารพพระสงฆ์มาก  สุนทรภู่ออกบวชแล้วคงจะพ้นราชภัยแน่  บวชก็ไม่หนีไปบวชอยู่ป่าอยู่ดงอะไรที่ไหน    ก็บวชอยู่วัดอรุณฝั่งตรงข้ามพระราชวังนั่นเอง   วัดนี้สุนทรภู่เคยเป็นเด็กวัด   เคยเป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์อยู่ก่อน  การก็เป็นจริงเช่นน้้น  คือพระนั่งเกล้าฯ ไม่เคยติดตามไปรบกวนสุนทรภู่เลย   ไม่เคยไปข้องแวะแตะต้องอะไรเลย    ไม่นานสุนทรภู่ก็เข้ามาอยู่วัดพระเชตุพนฯ  ติดๆพระราชวัง มีเจ้านายไปมาหาสู่  มีเจ้าจอมมารดามาถวายพระเจ้าลูกเธอเป็นลูกศิษย์ต้ังหลายองค์  คือ เจ้าฟ้ากุณฑล พระอัครชายาในรัชกาลที่ ๒ ก็นำพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๒  มาฝากเป้นศิษย์ถึง  ๒ องค์   คือเจ้าฟ้าอาภรณ์ และเจ้าฟ้ามหามาลา, เจ้าจอมมารดาบางพระชายาในพระนั่งเกล้าเจ้าอยุ่หัว ก็ทรงนำพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าลักขณานุคุณในรัชกาลที่ ๓ มาฝากเป็นลูกศิษย์สุนทรภู่อีกด้วย   กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ (พระองค์เจ้าหญิงวิลาศ) พระธิดาองค์โปรดของพระนั่งเกล้า ฯ ก็ทรงนับถือสุนทรภุู่อยุู่ด้วย   จะเห็นได้ว่าตอนนี้ท่านสุนทรภู่ก็ยังมีเยื่อใยอยู่ในพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว   พระราชโอรสพระราชธิดาพระนั่งเกล้า ฯ ก็มาเป็นศิษย์สุนทรภู่อยุ่ถึง  ๒ องค์ คือพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ  และกรมหมืนอัปสรสุดาเทพ  รวมท้ังเจ้าจอมมารดาาบาง ชายาพระนั่งเกล้าฯด้วย    พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้แสดงความอาฆาตโกรธเคืองอะไร  และถ้่าหากจะศึกษาพระจริยาวัตรของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยละเอียดแล้ว  ใครๆก็จะต้องยอมรับว่าพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระโพธิสัตว์   ด้วยพระทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ  คือ ทาน  ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมี  ผู้ทีบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระโพธิสัตว์เช่นนี้ จะมีธรรมะข้อสำคัญที่สุดคือ  อุเบกขาบารมี  วางใจเป็นกลางได้ในคนจนคนมี คนดีคนชั่ว  คนรักคนชัง  มิตรและศัตรุ  วางใจเป็นกลางได้ในบุตรธิดาและคนอื่นคนไกลเสมอกัน  เพราะฉนั้นเรื่่องถอดยศ ปลดจากตำแหน่งหรือว่าริบบ้านอะไรที่ว่าๆกันน้ันไม่น่าเชื่อว่าพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงกระทำเลย  เพียงแต่ว่าสุนทรภู่ร้อนตัวกลัวภัยไปเอง  แล้วก็หนีออกบวช  เม่ื่อออกบวชแล้วก็หมดหน้าที่ บ้านเรือนที่เคยพระราชทานก็ตกเป็นของหลวงไป  จึงพระราชทานให้พระยาราชมนตรี(ภู่ ภมรมนตรี)  อยู่ต่อมาก็คงเท่าน้ันเองฃ

     สุนทรภู่บวชอยู่ที่วัดอรุณราชวรารามแล้วก็คงไปอยู่ที่วัดอรุณ ฯ   ได้สักพรรษาเดียวเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแน่แล้ว  พระนั่งเกล้าเจ้าอยุ่หัวไม่ได้มาข้องแวะวอแวอะไรด้วยเลย   จึงข้ามฝั่งมาอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ  ปี พ.ศ. ๒๓๖๘  ตอนที่อยู่่วัดพระเชตุพนฯนี้คงจะมีพระราชโอรสเจ้านายมาเป็นศิษย์หลายองค์ด้วยกัน   อาจจะรวมถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์( เจ้าฟ้าจุฑามณี)   พระโอรสในรัชกาลที่ ๒ อีกองค์หนึ่งด้วย   เพราะต่อมาในปีพ.ศ. ๒๓๗๐ สุนทรภู่ก็เดินทางไปจังหวัดเพชรบุรี  บอกไว้ในนิราศว่า    อาสาเจ้านายไปหาของดีที่เมืองเพชร (คือกรมขุนอิศเรศรังสรรค์) 

     "อนาถหนาวคราวอาสาเสด็จ                     ไปเมืองเพชรบุรีที่ถิ่นหวาน
     ลงนาวาหน้าวัดนมัสการ                             อธิษฐานถึงคุณกรุณา
     ช่วยชุบเลี้ยงเพียงชนกที่ปกเกศ                 ถึงต่างเขตของประสงค์คงอาสา"

     สุนทรภู่เดินทางไปเมืองเพชรบุรีครั้งนี้ ในเดือนพฤศจกายน ออกพรรษาแล้ว เข้าฤดูหนาว  ประมาณวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๐  ลงเรือที่หน้าวัดพระเชตุพน ฯ เข้าคลองบางกอกน้อย ผ่านวัดหงส์ วัุดพลับ ไปตามลำดับ ที่ยืนยันว่าสุนทรภู่ไปเมืองเพชรบุรีในปีพ.ศ. ๒๓๗๐  ก็เพราะว่าสุนทรภู่พรรณาถึงขุนแพ่งที่ไปตายเสียในคราวศึกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ ในปีพ.ศ. ๒๓๖๙ ท่านว่าท่านบังสกุลให้ด้วย

     "ด้วยศึกลาวคราวน้ันเธอบรรลัย                  ไม่มีใครครอบครองจึงหมองมัว"
     และบอกว่า
     "โอ้คิดคุณขุนแพ่งเสียแรงรัก                        ไม่พบพักตร์พลอยพาน้ำตาไหล
      ได้สวดท้้งบังสกุลแบ่งบุญไป                       ให้ท่านไปสู่สวรรค์ชั้นนิพพาน"

      ท่านพระภิกษุสุนทรโวหาร(ภู่)  ได้สวดบังสกุลให้ขุนแพ่ง  ไม่ได้หมายความว่านิมนต์พระมาสวดบังกสกุลให้  แต่ท่านบังสกุลให้เองเพราะท่านเป็นพระอยู่   ท่านบอกว่า
     " แล้วไปบ้านท่านแพ่งตำแหน่งใหม่               ยังรักใคร่ครองจิตสนิทสนม"

     กล่าวถึงขุนแพ่งว่ารู้จักรักใคร่กันมาก่อนด้วย  เมืองเพชรบุรีสนุทรภู่เคยมาแล้วหลายคร้ัง  "คิดถึงปีเป็นบ้าเคยมานอน   ชมลูกจันทร์กลั่นกลิ่นระรินรื่น  จนเที่ยงคืนแขนซ้ายกลายเป็นหมอน   เห็นห้องหินศิลายังอาวรณ์   เคยกล่าวกลอนกล่อมข้าโอชาตรี"     บอกว่าเคยมาตั้ง "แต่เดือนสี่ปีระกานิราร้าง  ไปอยู่บางกอกไกลกันใจหาย"    เดือนสี่ปีระกาน้ันคือ เดือนมีนาคม  พ.ศ.๒๓๕๖   สุนทรภู่ก็เคยหลบหนีราชภัยมาอยู่เมืองเพชรบุรีแล้วคร้ังหนึ่ง  เมื่อต้นรัชกาลที่ ๒   สมัยมีกาคาบบัตรสนเท่ห์ฟ้อง  มีการสืบตัวหาคนเขียนบัตรสนเท่ห์ที่แต่งเป็นโคลง  และมีการประหารชีวิตเจ้าพระยาพลเทพ  (บุนนาค  บ้านแม่ลา)    และสมเด็จเจ้าฟ้าสุพันุวงศ์  พระราชโอรสพระเจ้าตากสินมหาราช  ประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๓  - พ.ศ. ๒๓๕๖  สุนทรภู่หนีมาอยู่เมืองเพชรบุรีในคร้ังน้ันหนหนึ่ง  เข้าใจว่ามาอยู่เมืองเพชรบุรีหลายปี  กลับกรุงเทพฯ ในเดื่อนมีนาคม พ.ศ.๒๓๕๖  สุนทรภู่จึงมีคนรู้จัก  มีลูกศิษย์ลูกหามาก  "ลงเรือจอดทอดท่าหน้าสะพาน   แสนสงสารลูกศิษย์หาออกมาอึง"  

     สุนทรภู่ไปเพชรบุรีปี พ.ศ. ๒๓๗๐ นี้ไปอย่างภูมิฐาน  ไปโดยเรือญวน มีคนแจว   "มีเสื่อที่นอนหมอนนวมน้ำท่วมพื้น"  ทีคลองช่อง บอกว่าเรือ ๔ แจว  แจวหัวสองท่านสองคน   ตอนนี้นายพัดอายุได้  ๙ ขวบแล้ว  เพราะเกิดในปี  พ.ศ. ๒๓๖๑  เข้าใจว่าอาสาไปหาของดีถวายกรมขุนอิศเรศรังสรรค์   ซึ่งทรงแสวงหาเครื่องขลังของศักดิ์สิทธิ์  ทางเมืองเพชรบุรีมีชื่อทางนี้อยู่แต่โบราณมาแล้ว   แต่จะได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ เห็นมีกล่าวตอนหนึ่งว่า  "คร้ังหาของต้องประสงค์ส่งถวาย    ก็สูญหายเสียมิได้เข้าไปถึง"   คงหาได้ แต่ส่งถวายไปไม่ถึงเจ้านายพระองค์น้ัน   ถ้าสุนทรภู่ต้องหนีราชภัยในตอนต้นรัชกาลที่๒  ก็ยังไม่ได้เข้าไปรับราชการในวังหลวงตอนนี้   คงจะตกอยู่ในวังหน้านั่นเอง   ต่อมาวังหน้าสวรรคตในพ.ศ. ๒๓๖๐  สุนทรภู่จึงถูกโอนเข้าไปสังกัดวังหลวงในพ.ศ. ๒๓๖๐  นั้่นเอง

     กลับจากเมืองเพชรบุรีแล้ว  สุนทรภู่ก็ไปอยู่วัดราชบูรณะ  ในปีพ.ศ. ๒๓๗๑  ที่่ว่าเช่นนี้เพราะมีหลักฐานอยู่ในนิราศภูเขาทอง   ว่าออกจาวัดราชบูรณะ  และกล่าวถึงวัดเขมาภิรตารามว่า  "พึ่งฉลองมีงานเมื่อวานซืน"   ตามประวัติวัดเขมาภิรตารามน้ัน ฉลองเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๗๑

     สุนทรภู่คงจะอยู่ทีวัดราชบูรณะหลายปี  ได้แต่งเพลงยาวถวายโอวาทที่วัดนี้   พระอภัยมณีก็น่าจะแต่งที่วัดนี้ด้วย  ต่อมาเมื่อกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระราชธิดาพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างวัดพระยาไกรสวนหลวงสำเร็จ  ในปีพ.ศ.๒๓๘๒ แล้ว  ได้รับพระราชทานนามว่า  "วัดเทพธิดาราม"  ตามพระนามของพระราชธิดาองค์โปรดนี้แล้ว พระราชธิดาผู้ทรงโฉมโสภา พระองค์นี้ก็นิมนต์สุนทรภุ่มาจำพรรษาที่วัดเทพธิดาราม  ทรงอุปถัมภ์เครื่องขบฉัน  ถวายเสื่ออ่อน หมอนอิงจีวรแพร่ และนิตยภัตเดือนละ  ๑ ชั่ง  อันมิใช่เล็กน้อยในสมัยนั้น  สมเด็จพระสังฆราชก็ได้รับเงินนิตยภัตเดือนละ ๑ ชั่ง คิดเป็นเงินปัจจุบันก็ต้องเอา ๑๐๐ คุณ ก็จะมีค่าประมาณเดือนละ ๘๐๐๐ บาททีเดียว สุนทรภู่อยู่วัดเทพธิดาหลายพรรษา

     ครั้นถึงปีพ.ศ.๒๓๘๔ สุนทรภู่ก็เดินทางไปแสวงหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่สุพรรณบุรีตามที่ได้แต่งนิราศสุพรรณบุรี   ฝากฝีปากทางการกวีไว้เป็นคำโคลงเรื่องแรกและเรืองสุดท้าย ยาวถึง ๔๖๒ บท   สุนทรภู่ได้กล่าวถึงเจ้านายเหนือเกล้าฯ สองพระองค์ คือพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระน่ั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่าดังนี้

     ๐ แบ่งบุญสุนทระเชื้อ         ชินวงศ์
       สืบช่างทางพุทธพงศ์       ผ่องแผ้ว
       ถวายพระหริรักษ์ทรง       สารพิเศษ เศวตรเอย
      ลุโลกโมกข์เมืองแก้ว       กิจร้าย หายสูญ ฯ

     ๐ อีกองค์มงกุฎเกล้า          ชาวกรุง
        สืบกษัตริย์ขัตติยบำรุง     รอบแคว้น
        ถวายพระอันทรงผดุง      พระเดชเฟื่อง  กระเดื่องเอย
       สิ่งโศกโรคเรื่องร้าย          ขจัดผ้ายวายเข็ญ ฯ

      สุนทรภู่บอกไว้ว่าไปสุพรรณบุรีเมื่อปลายปีฉลู  พ.ศ.๒๓๘๔  ว่าเจ้าฟ้ามงกุฎทรงอุปถัมภ์เรื่องค่าพาหนะเดืนทาง คื่อค่าจ้างคนแจวเรือ

     "ไปทางเรือเรือสลดด้วยปลดเปลื้อง           ระคายเคืองข้องขัดสลัดสละ
       ลืมวันเดือนเชือนเฉยแกล้งเลยละ             เห็นแต่พระอภัยพระทัยดี
       ช่วยแจวเรือเกื้อหนุนทำบุญด้วย                เหมือนโปรดช่วยชูหน้าเป็นราศี"

    พระอภัยที่ว่านี้คือ เจ้าฟ้ามงกุฎ  ศรีสุวรรณ น้ันคือ เจ้าฟ้าจุฑามณี  เรื่องพระอภัยมณีน้ันแต่งถวายเจ้านายสองพระองค์ที่เป็นลูกศิษย์นี้   เพลงยาวถวายโอวาทก็แต่งถวายเจ้านายลูกศิษย์สององค์เหมือนกัน   คือ เจ้าฟ้ามหามาลา และ เจ้าฟ้าอาภรณ์  แต่พลงยาวสวัสดิรักษาน้ันแต่งถวายเจ้าฟ้าจุฑามณี( หรือพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)  เพราะสุนทรภู่คิดว่าจะได้ครองราชสมบัติต่อจากรัชกาลที่ ๓  เนื่องจากพระจอมเกล้าก็ทรงผนวชอยู่  จึงคิดว่าจะผนวชเพลิดเพลินไปไม่ลาผนวชออกมาครองราชสมบัติ  ส่่วนพระโอรสของพระนั่งเกล้านั้นก็ไมปรากฎว่ทรงสถาปนาองค์ใดให้เป็นเจ้าฟ้ามหาอุปราชเลย  กลับทรงสถาปนากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพขึ้นเป็นพระมหาอุปราช   เมื่อทรงสร้างพระเจดีย์ศรีมหานครกรุงเทพฯ คือเจดีย์วัดอรุณราชวรารามขึ้นอย่างสวยงามเป็นศรีพระนคร ก็ทรงปฤศนาไว้  คือยอดสลักไดน้ัน   มีพระมหามงกุฎครอบไว้ด้วย  พระมหามงกุฎนี้เป็นปฤศนาธรรมถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินผู้จะทรงเป็นปิ่นปกปักษ์พระพุทธศาสนาต่อไปในอนาคตน้ัน  ต้องเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎ   และองค์มหาอุปราชน่าจะเป็น เจ้าฟ้าจุฑามณี  สุนทรภู่จึงได้แต่งเพลงยาวสวัสดิรักษาถวายไว้ บอกในเพลงยาวสวัสดิรักษาว่า

     "สุนทรทำคำสวัสดิรักษา    ถวายหน่อบพิตรอิศรา  ตามพระบาลีเฉลิมให้เพิ่มพูน
      เป็นของคู่ผู้มีอิสริยยศ       จะปรากฎเกิดลาภไม่สาปสูญ  สืบอายุสุริวงศ์พงศ์ประยูร"

      อันที่จริงสุนทรภู่ไมเคยคาดคิดว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จะได้ครองราชสมบัติ เพราะเป็นโอรสนอกเศวตฉัตร   พระราชโอรสที่ประสูติในพระเศวตฉัตรคือ  สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ กับ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี สององค์นี้เท่าน้ั้น   ต่อมาเจ้าฟ้ามงกุฎได้ขึ้นครองราชสมบัติ  และเจ้าฟ้าจุฑามณี ได้เป็นพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  สุนทรภู่จีงได้ดีอีกคร้ังหนึ่ง   เลื่อนจากหลวงสุนทรโวหาร  เจ้ากรมราชบัณฑิตย์ ขึ้นเป็น   พระสุนทรโวหาร  จางวางกรมพระอาลักษณ์  ศักดินา ๒๕๐๐  ไร่ 
     
     สุนทรภุ่กลับจากสุพรรณบุรีแล้วแต่งนิราศสุพรรณบุรีขึ้นถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ (ดอกฟ้า) ว่าจะขอเป็นปัจเจกพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย เมื่อไหว้พระป่าเลยไลย์   ท่่านได้อธิษฐานว่า

     ๐ ขอเดชะพระพุทธเจ้า          จงเห็น
         อุตส่าห์มาเช้าเย็น              ยากไร้
         ปรารถนาว่าจะเป็น             ปัจเจกพุทธ  ภูมิเอย
         บุญช่วยด้วยให้ได้             ดุจข้าอาวรณ์ ฯ

       กลับจากสุพรรณบุรีแล้วก็มาอยู่วัดเทพธิดาอีก  ปรากฎว่าได้แต่งเพลงยาวรำพรรณพิลาปขึ้นเมื่อวันจันทร์  ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๘ ปีขาล   ตรงกับวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๘๕    สุนทรภุ่มักจะแต่งกลอนในวันจันทร์เสมอ  ท่านคงจะถือโชคลางอะไรหรือดูฤกษ์ยามอัฐกาลอะไรสักอย่างหนึ่ง  เพลงยาวรำพรรณพิลาปนี้ก็ไม่ใช่อะไรอื่น    เป็นเพลงยาวเกี้ยวเจ้านายแสนสวยพระองค์หนึ่ง   คือ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ  ผู้ทรงสร้างวัดเทพธิดาและผู้ทรงอุปถัมภ์สุนทรภู่  ทรงถวายนิตยภัตรเดือนละ ๑ ชั่ง  และเป็นผู้ทรงนิมนต์ให้สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีถวายต่อไปน่ันเอง  ตอนนี้สุนทรภู่อายุ ๕๖ ปี  กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพก็ทรงมีพระชนมายุ ๓๑ ปีแล้ว ก็คงจะได้รับเพลงยาวฉบับนี้ แต่มิได้ทรงถือสาหาความอะไร อาจจะพอพระทัยที่กวีแก่คนหนึ่งบวชเป็นพระภิกษุมาแต่งกลอนเกี้ยวเล่นอย่างเพ้อฝัน  เจ้านายพระองค์นี้โปรดการกวี  โปรดสักวา โปรดให้ครูแจ้ง นักเสภามีชื่อกับนายมี ศิษย์สุนทรภู่ไปขับเสภาถึงหน้าพระตำหนักในวัง ปรากฎอยู่ในัเรื่องเพลงยาวเสภาหม่อมเป็ดสวรรค์ ที่นายหรีด เรืองฤทธิ์ว่าเป็นเพลงยาวของคุณสุวรรณน้ัน ทีจริงเป็นเป็นเพลงเสภาของครูแจ้ง ถนนอาจารย์ บ้านข้างวัดระฆัง เข้าไปขับในวังที่พระตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ   ข้าพเจ้าได้ค้นคว้าและพบหลักฐาน  เคยพิมพ์ในหนังสือ "มานวสาร"   สรุปความว่าจนถึงพ.ศ.๒๓๘๕ สุนทรภู่ก็ยังบวชอยู่ที่วัดเทพธิดา ยังไม่ได้สึก  หลักฐานปรากฎชัดแจ้งอยู่ในรำพรรณพิลาปว่า ปีพ.ศ.๒๓๘๕ ท่านยังอยู่วัดเทพธิดา
     คร้ันปลายปี พ.ศ. ๒๓๘๕ ท่านก็เดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ ได้แต่งนิราศพระปธมไว้ (พระปฐมเจดีย์มาเรียกในสมัยรัชกาลที่ ๔ ก่อนหน้าน้ันเรียกว่า  พระปธม) (ปธม มาจากคำว่า ประธมฺม  แปลว่าพระเจดีย์อันต้ังอยู่แต่ดึกดำบรรพ์)  ท่านก็ยังบวชอยู่ ท่านยังไม่ได้ลาสึกเลย  ท่านบอกไว้ในคำกลอนว่า ่"ขอเดชะพระมหาอานิสงส์  ซึงเราทรงศักราชพระศาสนา" (คำว่า พระมหาอานิสงส์ แปลว่า ขอผลบุญอันยิ่งใหญ่) ( ซึงเราทรงศักราชพระศาสนา  แปลว่า ซึ่งเราบวชสืบต่ออายุพระศาสนา)

     สุนทรภู่ได้พรรณนาถึงพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่าถึงสวรรคตแล้ว ก็ยังมีหน่อพุทธางกูรอีก  ๕ องค์

     "ถึงล่วงแล้วแก้วเกิดกับบุญฤทธิ์            ยังช่วยปิดปกอยู่ไม่รุ่้สูญ
      สิ้นแผ่นดินทินกรตจรจำรูญ                  ให้เพิ่มพูนพอสว่างหนทางเดิน
      ดังจินดาห้าดวงช่วงทวีป                      ให้ชูชีพช่วยทุกข์เมื่อฉุกเฉิน
      เป็นทำนุอุปถัมภ์ไม่ค้ำเกิน                    จงเจริญเรียงวงศ์ทรงสุธา"

     คำว่า ดังจินดาห้าดวงนี้คือ  เจ้าฟ้ามงกุฎ ๑,  เจ้าฟ้าจุฑามณี ๑, พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว๑, เจ้าฟ้ามหามาลา๑, เจ้าฟ้าอาภรณ์๑  ยังกล่าวถึงกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกว่า  "อนึ่งน้อมจอมนิกรอัปศรราช บำรุงศาสนาสงฆ์ทรงสิกขา จงไพบูลย์พูนสวัสดิ์วัฒนา  ชนมาหมื่นแสนอย่าแค้นเคือง"  อย่าแค้นเคื่องคืออะไร  ก็อย่าแค้นเคืองที่แต่งเพลงยาวรำพรรณพิลาปไปถวายน่ั่นแหละ   ไม่ใช่อะไรอื่นเลย สุนทรภู่ยังไม่แน่ใจวาจะทรงโปรดหรือไม่   เพราะแต่งเพลงยาวส่งไปถวายแล้ว ก็เดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์  ในปลายปีน้ันเอง สุนทรภู่เดินทางไปพระปฐมเจดีย์ เมื่อวันจันทร์ขึ้น ๕ ค่ำ  เดือน ๑๒ (บอกแล้วว่าท่านชอบเดินทางวันจันทร์)   ตรงกับวันที่ ๗ พฤศจิกายน  พ..ศ ๒๓๘๕  แต่งเพลงยาวรำพรรณพิลาปเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน  พ.ศ. ๒๓๘๕ อีก ๕ เดือนก็เดินทางไปพระปฐมเจดีย์  สุนทรภู่จีงแต่งนิราศพระปธมว่า  "ชนมาหมื่นแสนอย่าแค้นเคือง"  เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะทรงโปรดหรือโกรธเคื่องประการใดในเพลงยาวฉบับนั้น แต่สุนทรภู่ก็แต่งนิราศพระปธมนี้เป็นเรื่องสุดท้าย   กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ นางฟ้าแสนสวยทีสุนทรภู่เพ้อฝันถึงในเพลงยาวรำพรรณพิลาปน้ัน ได้สิ้นพระชนม์ลงเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๓๘๘  พระชนมายุเพียง ๓๔ ปีเท่าน้ัน (ประสูติเมื่อวันที่ ๕  ธันวาคม ๒๓๕๔)  สุนทรภู่ก็สิ้นสิงบันดาลใจในการกวีเสียแล้ว  สุนทรภู่จึงไม่ได้แต่งนิราศอีกเลย   ขอเรียนว่ากวีแต่งบทกวีเพราะมีสิ่งบันดาลใจ  สิ่งบันดาลใจอันสูงสุดคือ  ธรรมารมณ์ ได้แก่อารมณ์เพ้อฝันถึงเพศตรงข้าม  แม้จะเป็นการเพ้อฝันข้างเดียวก็ตามที สุนทรภู่มีอารมณ์เพ้อฝันของกวีอยู่เต็มหัวจิตหัวใจ  อารมณ์อบอวลไปด้วยอิตถึเพศ  แม้จะบวชเป็นพระอยู่ก็ยังติดค้างอยุ่ในสำนึก เป็นวาสนาที่ตัดไม่ขาด  และก็เพราะอารมณ์อันล้ำลึกบรรเจิดเลิศลอยนี้แหละ ทำให้สุนทรภ่เป็นกวีเอกของโลก  และทิ้งบทกวีอมตะไว้ให้เราอ่านกันทุกวันนี้  สุนทรภู่น้ัน "เมารัก เมาอักษร  เมาสตรี และเมาตัวตน" อย่างน่าประหลาด   ใครติดตามศึกษาชีวประว้ติของทานโดยถ่องแท้แล้วก็จะอดประหลาดใจไม่ได้   นักจิตวิทยาคงจะเข้าใจได้อย่างดีว่า เป็นเพราะอะไร  เพราะสุนทรภู่ขาดความรัก ความอบอุ่นจากผู้หญิงและคนรัก จึงแสวงหาความรักจากผู้หญิงมาขดเชย   สุนทรภู่ไม่ได้กำพร้าพ่อแม่ก็เหมือนกำพร้าเพราะพ่อแม่แยกทางกัน แม่ไปบวชอยู่ทในป่าดงต่างบ้านต่างเมือง  แม่ก็เป็นนางนมแม่นมพระธิดาเจ้านาย   ก็หมายความว่าต้องเอาใจใส่พระธิดาเจ้่านายยิ่งกว่าลูกชายของตนเอง โตเป็นหนุ่มรักหญิงนางในชือจันทร์  ก็ไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดก็แยกทางกันไป  นางจันทร์มีสามีใหม่ เข้าใจว่าจะเป็นเจ้านาย ขุนนางมียศศักดิ์สูงกว่าสุนทรภู่ด้วย  ท่านจึงรำพันไว้ว่า

      ยลย่านบ้านบุตั้ง          ตีขัน
     ขุกคิดเคยชมจันทร์       แจ่มฟ้า
     ยามยากหากปันกัน       ดินซึก  ฉลีกแฮ
     มีคู่ชูชื่นหน้า                  นุชปลื้มลืมเดิม

      ก็คงจะแยกทางกันเมื่อสุนทรภู่หนีราชภัยไปอยู่เมืองเพชรบุรี   ได้ภรรยาใหม่ชื่อ นิ่ม ชาวบางกรวย  ตอนไปอยู่สุพรรณน้ัน นิ่มก็ตายไปเสียแล้ว    สุนทรภู่จึงตกเป็นพุ่มหม้าย  ถึงจะบวชเป็นพระอยู่ก็ว้่าเหว่ใจเป็นธรรมดา   เมื่อมีเจ้านายสาวสวยมาทรงให้ความอุปถัมภ์อยู่  สุนทรภู่ก็ย่อมจะอดเพ้อฝันไม่ได้  จึงได้แต่งเพลงยาวรำพรรณพิลาปขึ้นเปิดเผยความในใจอันลึกล้ำส่งไปถวายเจ้านายองค์น้ัน   แต่แล้วก็เกิดไม่แน่ใจว่าทำถูกต้องหรือเปล่า  พอออกพรรษาก็เลยไปพระปฐมเจดีย์ ตอนนี้ไม่กล่าวอะไร  เพียงแต่แย้มออกมาว่า  "ขอให้ชนมาหมื่่นแสนอย่าแค้นเคือง"  แต่เมื่อกลับจากพระปฐมเจดีย์แล้วก็ไม่ได้อยู่วัดเทพธิดาอีก  แต่ข้ามฝั่งคลองนอกกำแพงพระนครไปอยู่วัดสระเกศราชวรวิหาร  อันเป็นวัดอรัญวาสีในสมัยน้ัน มีป่าช้าใหญ่ มีแร้งมาก  พอปีต่อมากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเจ้านายผู้อุปถัมภ์สิ้นบุญลงเสียแล้ว  หมดผู้อุปถัมภ์ที่สำคัญที่สุดไป  เรียกว่าทางด้านจิตใจก็หมดสิ้นสิ่งที่เป็นมิ่งขวัญบันดาลใจทุกอย่าง   สุนทรภู่จึงหยุดแต่งบทกวีไปนาน

     ต่อมาอีก ๒ ปีคือพ.ศ.๒๓๘๘ สุนทรภู่ก็เดินทางไปนมัสการพระแท่นดงรัง ปรากฎจากนิราศพระแท่นดงรังของเณรกลั่นว่า ออกเดินทางจากคลองมหานาค คือจากวัดสระเกส นอกกำแพงพระนคร สุนทรภู่ก็เดินทางไปพร้อมด้วยเณรพัดและหนูตาบ  ตอนนี้สุนทรภู่ก็ยังไม่ได้สึกปรากฎคำยืนยัยจากเณรกลั่นว่าท่านบวชอยู่  เณรกลั่นเรี่ยกสุุนทรภู่ว่า "มหาเถร"  คำว่า  "มหาเถร"  นี้เป็นหลักฐานยืนยันมั่นคง เพราะมีธรรมเนียมการเรียกพระภิกษุผู้บวชได้  ๑๐ พรรษาแล้วว่า  "พระเถระ"   เรียกภิกษุผู้บวชได้ ๒๐ พรรษาแล้วว่า  "มหาเถระ"  เช่นพระสังฆราชทุกองค์จะมีคำว่า มหาเถระต่อท้ายฉายาอยู่เสมอ   เช่น สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทวมหาเถระ)  เป็นต้น  ในนิราศพระแท่นดงรัง เณรกลั่นกล่าวถึงสุนทรภู่ ไปจนตลอดทางว่าท่านบวชอยู่และเดินทางไปด้วยเมื่อเดือนสี่  ปีมะเส็งเพ็งอังคาร
     เดือนสี่ ปีมะเส็ง เพ็งอังคาร  นี้คือวันอังคารขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ มีมะเส็ง สัปตศก จ.ศ. ๑๒๐๗  ตรงกับวันที่  ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๓๘๘  เรื่องวันเดินทางนี้เณรกลั่นบอกไว้ชัดแจ้งมาก  และไม่ต้องสงสัยว่าจะคลาดเคลื่อนจำวันผิด สมัยโน้นคนไทยจำวันพระวันโกนกันได้แม่นยำ โดยเฉพาะเณรกล่ันย่อมจำวันพระได้แน่นอน   วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนสี่ เดินทางยามเที่ยงคืน  พระจันทร์แจ่มฟ้าก็เหมือนคืนวันเพ็ญแล้ว จึงบอกว่าเดือนสี่ ปีมะเส็ง เพ็งอังคาร  เณรกลั่นเรียกสุนทรภู่ว่า" มหาเถร" ด้วย  แสดงว่าสุนทรภู่บวชมาแต่พ.ศ.๒๓๖๗ จนถึงปีพ.ศ.๒๓๘๘ ปีไปพระแท่นดงรังนี้ก็นับได้ ๒๑ พรรษาแล้ว  สุนทรภู่จีงควรเป็นพระมหาเถระได้จริงตามคำของเณรกลั่น  เป็นเครื่องยืนยันชัดว่าสุนทรภู่บวชมาตลอดไม่ได้ลาสึกเลย   จนถึงปีพ.ศ.๒๓๘๘ อายุได้ ๕๙ ปี  ปีนี้กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพพึ่งจะสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๘๘ นั้นเอง   ๓ เดือนต่อมาสุนทรภู่ก็เดินทางไปพระแท่นดงรัง  ตอนนี้ท่านสิ้นสิ่งบันดาลใจให้เกิดอารมณ์เพือฝันของกวีแล้ว  ท่านจึงไม่ได้แต่งนิราศแต่ให้เณรกลั่นแต่งนิราศพระแท่นดงรังแทน  แต่แน่นอนติดขัดท่านคงช่วยบอกให้บ้างเป็นธรรมดาระหว่างครูกับศิษย์  แต่"เณรกลั่นคิด"แน่นอนตามที่จ่าหน้าเรื่องไว้ในสมุดข่อยตัวรงต้นฉบับของกรมศิลปากร  นิราศพระแท่นดงรังของเณรกลั่นนี้เป็นหลักฐานสำคัญทียืนยันว่า สุนทรภู่ยังไม่ได้สึก จนถึงปีไปพระแท่นดงรัง ปีพ.ศ.๒๓๘๘   สุนทรภู่เคยคิดจะสึกเหมือนกันแต่ไม่ได้สึก บอกไว้ในรำพรรณพิลาปว่า
     "จะสึกหาลาพระอธิษฐาน                         โดยกันดารเดือนร้อนสุดผ่อนผัน
       พอพวกพระอภัยมณีศรีสุวรรณ                 เธอช่วยกันแก้ร้อนช่วยผ่อนเย็น
       อยู่มาพระสิงหไตรภพโลก                       เห็นเศร้าโศกแสนแค้นสุดแสนเข็ญ
       ทุกค่ำคืนฝืนหน้าน้ำตากระเด็น                 พระโปรดเป็นทีพึ่่งเหมือนหนึ่งนึก
       ดังไข้หนักรักษาวางยาทิพย์                     ฉันทองหยิบฝอยทองไม่ต้องสึก
       ค่อยฝ่าฝืนชื่นฉ่ำดังอำมฤก                       แต่ตึกลึกเหลือที่จะสบาย"
     
     พระอภัยมณีศรีสุวรรณนี้คือ เจ้าฟ้ามงกุฎกับเจ้าฟ้าจุฑามณี   ทรงอุปถัมภ์  พระสิงหไตรภพโลกนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ว่าคือ  พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ
     แต่พระองค์เจ้าลักขณานุคุณสิ้นพระชนม์เสียแล้วต้ังแต่ปีพ.ศ. ๒๓๗๘   น่าจะไม่ใช่   คงจะเป็นเจ้าฟ้าจุฑามณีมากกว่า  จึงจะมีฤทธานุภาพหรือมีบุญพอจะเป็นที่พึ่งของสุนทรภู่ได้   เรื่องพระสิงหไตรภพที่่ว่าแต่งถวายเจ้านายองค์หนึ่งน้ันก็น่าจะแต่่งถวายเจ้าฟ้าจุฑามณีมากกว่า   เมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๓ แล้ว พระจอมเกล้าฯ ได้เสวยราชสมบัติ เจ้าฟ้าจุฑามณี ซึ่งดำรงพระยศเป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระเจ้าน้องยาเธอได้เป็นสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่่สองในรัชกาลที่ ๔ สุนทรภู่ก็ได้เข้ารับราชการใหม่เป็น พระสุนทรโวหาร จางวางกรมพระอาลักษณ์ในวังหน้า   ทีท่านเคยรับราชการมาก่อนนั่นเอง  เลือนจากคุณหลวงเป็นคุณพระถือศักดินา  ๒๕๐๐ ไร่ ถุ้าถามว่าสุนทรภู่สึกเมื่อไร ก็ต้องตอบว่าสึกเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๓ แล้วในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ รับราชการอยู่จนกระทั่งปีพ.ศ. ๒๔๑๐ อายุได้ ๘/ ปี ท่านก็ถึงอนิจกรรม (ต้องใช้คำว่า อนิจกรรม เพราะท่านเป็นจางวางกรม  มีฐานะเทียบเท่าพระยาพานทอง  แต่สมัยน้ันตำแหน่งนี้มีนามบรรดาศักดิืว่า พระสุนทรโวหาร  เท่าน้ัน   พึ่งมาเลื่อนขึ้นเป็น พระยาศรีสุนทรโวหาร ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง )
     พระสุนทรโวหาร (ภู่) รับราชการในตำแหน่ง พระสุนทรโวหาร จาวางกรมพระอาลักษณ์ในสังกัดวังหน้าจนกระทั่งถึงอนิจกรรมในปีพ.ศ.๒๔๑๐ อายุ ๘๑ ปี บุตรชายของท่านที่เคยบวชเป็นเณรพัดน้ัน  มีอายุยืนต่อมาจนถึง พ.ศ.๒๔๔๗  ในสมัยรัชกาลที่ ๕ อายุ ๘๖ ปี นายตาบบุตรชายคนรอง ที่เกิดจากมารดาที่ชื่อนิ่มก็เป็นกวี  แต่ไม่มีชื่อเสี่ยงเหมือนบิดา  นายพัดก็เป็นกวี แต่งนิราศเจ้าฟ้าไว้เรื่องหนึ่งไพเราะดี   เมื่อมีการต้ังนามสกุลในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อพ.ศ.๒๔๕๖ น้ัน ทายาทของท่านใช้นามสกุลที่ต้ังขึ้นเองจากชื่อปู่ว่า  ""ภู่เรือหงส์"  (นายภู่เคยอยู่บนเรือหงส์)  ซึ่งมีชือสกุลนี้อยุู่ในปัจจุบัน ยืนยันว่าสืบสายมาจากสุนทรภู่  ในที่นี้เพื่อจะให้เกียรติแก่ท่าน ขุนศรีสังหาญ (พลับ)  บิดาของสุนทรภู่  จึงขอเรียกนามท่านสุนทรภู่ว่า  พระสุนทรโวหาร (ภู่ ศรีสังหาญ)   เพราะถ้าบุตรหลานขอพระราชทานนามสกุลในสมัยรัชกาลที่ ๖  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเอานามของบรรพบุรุษมาตั้งนามสกุล   ถ้าบรรพบุรุษมีนามบรรดาศักดิ์ก็มักจะเอานามบรรดาศักดิ์๋มาใช้ต้ังชื่อนามสกุล  เช่นต้นตระกูลปู่ชื่อกร่าง  พ่อชื่อโพธิ ตัวชือ่ทองดี  ได้เป็นพระยาวิชิตชลธี(ทองดี) ขอพระราชทานนามสกุลก็ทรงพระราชทานนามสกุลว่า  "สุวรรณพฤกษ์"  (ต้นกร่างกับต้นโพธิคือพฤกษ์ ทองดีคือ สุวรรณ)    พระยาสุนทรสงคราม (แจ่ม)  เจ้าเมืองสุพรรณบุรี่  ก็ทรงพระราชทานว่า  "สุนทรวิภาต" (แจ่ม คือวิภาต)  พระยาสุนทรบุรีศรีพิไชยาสงคราม(เสือ)  ผู้สำเร็จราชการเมืองนครไชยศรี เมื่อพระยาภักดีศรีสุพรรณ (สุด) ขอพระราชทานนามสกุล ก็ทรงพระราชทานว่า "สุนทรศารทูล"  (แผลง เสือ เป็น ศารทูล ผสมนามบรรดาศักดิ์)  พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) เมื่อทายาทของท่านขอพระราชทานนามสกุล ก็พระราชทานว่า "ภมรมนตรี"  (ภู่ แผลงเป็น ภมร ผสม บรรดาศักดิ์)  หมื่นพรหมสมพัตศร (มี) เมื่อทายาทขอพระราชทานนามสกุล ก็พระราชทานนามสกุลว่า "มีระเสน"  พระสุนทรโวหาร (ภู่)  ถ้าหากว่าทายาทของท่านรับราชการ ขอพระราชทานนามสกุล   ก็แน่นอนว่าต้องมีคำว่า "ภมร" อาจจะเป็น สุนทรภมร ก็ได้  แต่ว่านายพัด บุตรชายของทานไม่ได้รับราชการสืบต่อมา จึงไม่มีนามสกุลพระราชทาน   พ.ต. คุณหญิงผะอบ  โปษะกฤษณะ ท่านพบหลักฐานแน่อนว่า  ทายาทของสุนทรภู่  เป็นหลานของนายพัด  มีตัวตนอยู่ ชื่อ นายแปลก ภู่เรือหงส์  นายเลียบ  ภู่เรือหงส์ นายสวัสดิ์ ภู่เรือหงส์ และนายสมบรูณ์ ภู่เรือหงส์  ซึ่งเป็นชั้นเหลนของพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์)  เพราะฉน้ันจึงควรออกนามท่านสุนทรภู่เป็นทางการว่า "พระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์) " เพราะชั้นหลานเหลนใช้นามสกุลนี้อยูแล้ว

(โปรดติดตามตอนต่อไป)